พระธรรม เยเรมีย์

บทที่ 2 พระเจ้าทรงดูแลชาวอิสราเอล

                พระเจ้ารับสั่งให้ข้าพเจ้าไปประกาศแก่ชาวเยรูซาเล็มให้ทราบถึงพระดำรัสของพระองค์ว่า

(กาพย์ยานี)

                เราจำแม่นยำชัด                เจ้าซื่อสัตย์เมื่อยังสาว

อีกครั้งหนึ่งในคราว                           ยามเมื่อเราเพิ่งวิวาห์

เจ้ารักเราเพียงไร                                  อยู่ชิดใกล้ไม่คลาดคลา

ตามไปในมรรคา                                  แดนวิบากทุกข์ยากจน

                ผ่านถิ่นดินแดนร้าง             เขตอ้างว้างว่างผู้คน

ไม่เคยเพาะปลูกผล                              หว่านพืชพันธุ์ธัญญาหาร

เจ้าคงจงรักดี                                         สมศักดิ์ศรีที่โปรดปราน

ศรัทธาหาใครปาน                              มีแต่เจ้าเราเลือกสรร

                โอ้ว่าอิสราเอล                      โดยเจ้าเป็นคนสำคัญ

เป็นของเราเท่านั้น                              เอกสิทธิ์ไม่ผิดไป

เจ้าคือผลยอดเยี่ยม                               ที่เราเตรียมเกี่ยวเก็บไว้

เจ้าเปรียบหลักหทัย                             ซึ่งเรามั่นเลือกสรรมา

                มีใครทำร้ายเจ้า                     เราทำเขาให้อัปรา

ทนทุกข์เวทนา                                     ป้องกันเจ้าทั้งเผ่าพันธุ์

เราคือพระเจ้าแท้                                 เฝ้าดูแลเจ้าทุกวัน

กล่าวเน้นเป็นสำคัญ                           เพื่อจักได้ใส่ใจจินต์

 

บรรพบุรุษของชาวอิสราเอลทำบาป

                ลูกหลานของยาโคบ บรรดาตระกูลต่าง ๆ ของอิสราเอล จงฟังพระดำรัสของพระเจ้า ตรัสว่า

(กลอนแปด)

                บรรพชนของเจ้าทิ้งเรานี้                ตัดไมตรีเยื่อใยหทัยถวิล

หรือเห็นเราบกพร่องต้องราคิน                        ด้วยระบิลก่อนเก่าจงเล่ามา

ก็พวกเขาเอาใจใฝ่พระอื่น                                 กระหายหื่นจงรักยิ่งนักหนา

เหตุเพราะไปไหว้พระปฏิมา                             จึงไร้ค่าศักดิ์ศรีที่เป็นคน

                พวกเขาไม่ไยดีที่เราช่วย                     เอื้ออำนวยบรรลุทางกุศล

เราพาเขาหนีศัตรูคู่ประจญ                                นำเขาพ้นอียิปต์ชั่วพริบตา

ฝ่าทะเลทายแดนแสนอ้างว้าง                           เรานำทางสมมาดดั่งปรารถนา

ผ่านภูเขาเหวโหดแล่นโลดมา                           ฝ่าดงป่าอันตรายที่ชายแดน

                ผ่านบางแห่งแล้งทรหด                     พวกเขาสลดโทรมทรุดอย่างสุดแสน

ไม่มีผู้อาศัยในถิ่นแคว้น                                     ทั้งขาดแคลนผู้ใดจะไปมา

เราพาเขาเข้าไปในประเทศ                               อันวิเศษศุภลักษณ์ยิ่งนักหนา

ให้เพาะปลูกพืชพันธุ์และธัญญา                     ให้ปรีดาผลได้สมใจจินต์

                แต่เขากลับทำถิ่นดินแดนนั้น            ตัดสัมพันธ์ประสงค์จำนงถวิล

โดยสร้างความกาลีมีมลทิน                                มาดูหมิ่นผู้ให้ไม่ไยดี

ผู้รับใช้ทั้งหลายไม่ถามหา                                 พระเจ้าข้ากราบไหว้อยู่ไหนนี่

หลงลืมเลือนทรยศหมดภักดี                             เหมือนมิมีความรักรู้จักเรา

                ฝ่ายปกครองบ้านเมืองผู้เรืองยศ        เป็นกบฏเหี้ยมโหดและโฉดเขลา

ต่อเราผู้เสกสรรช่วยบรรเทา                              ให้พวกเขาเป็นใหญ่ในหมู่คน

ผู้ทำนายใจทรามอ้างนามนั้น                            พระบาอัลเทิดไว้ว่าได้ผล

รูปเคารพนบไหว้ไร้ค่ายล                                  จึงลืมตนชั่วขณะละลืมเรา

เราผู้เป็นพระเจ้าของเจ้านี้                                 จักดำเนินคดีที่พวกเจ้า

เราจัดตั้งโทษาข้อหาเอา                                     กับพวกเขาลูกหลานวงศ์วานไกล

                ตั้งแต่นี้จดด้านตะวันตก                     ใช่แสร้างยกวาจาขึ้นปราศรัย

ถึง ไซปรัสเรืองรองผ่องอำไพ                          เคดาร์ไซร้ตั้งอยู่บูรพา

มีชาติไหนเคยเป็นเหมือนเช่นนี้                      ทั้ง ๆ ที่พระปลอมพร้อมรักษา

เขาไม่เปลี่ยนพระนั้นแต่นานมา                       จริงเหมือนว่าไหลเล่าเจ้าคิดดู

                แต่ฝ่ายคนของเรากลับเขลาแท้          ประพฤติแต่อัปยศสิ่งอดสู

ยอมมอบใจขาย ธ สยัมภู                                     องค์พระผู้นำเกียรติมาสู่ตน

โดยแลกเปลี่ยนพระเทียมที่ไร้ค่า                      จะพึ่งพาอันใดก็ไร้ผล

ต้องสูญเสียยศฐาน์ค่าของคน                            จึงจำทนทุกข์ทุเรศด้วยเหตุภัย

                เราผู้เป็นพระเจ้าจึงบัญชา                  ให้ท้องฟ้าเลื่อนลั่นสนั่นไหว

ปวงมนุษย์ตื่นแตกต้องแปลกใจ                        หวาดหวั่นในกมลฉงนงง

ประชากรของเราเขาทำชั่ว                                เหตุเพราะตัวสละจุดประสงค์

มาละทิ้งเราไปไม่ซื่อตรง                                    อีกกระทงหนึ่งนั้นกรรมบันดาล

                เราเปรียบเหมือนธาราตาน้ำใส         อำนวยให้ชีวินทุกสิ่งสถาน

น้ำสะอาดช่วยรอดตลอดกาล                            ใครดื่มธารน้ำนี้ทรงชีวิน

เขาอุตส่าห์ทำถังเพื่อขังน้ำ                 แต่เพลี่ยงพล้ำเหตุที่ขมีขมัน

ถังน้ำแตกใช้ได้อย่างไรกัน                               ตักน้ำพลันขังไว้ไม่ได้ดี

 

ผลที่ชาวอิสราเอลไม่ซื่อสัตย์

                อิสราเอลนี้ไซร้มิใช่ทาส ทั้งเชื้อชาติไทรักซึ่งศักดิ์ศรี                               ๑๔-๑๖

ลูกศัตรูตามล่าเที่ยวราวี                                       อันเรื่องนี้อาเพศเพราะเหตุใด

ฝ่ายศัตรูคำรามหยามเหยียดหมิ่น                      ไม่สุดสิ้นทุกข์หนักเพียงตักษัย

ยังทำให้ประเทศเขตทั่วไป                                ไร้รุกข์ไพรเป็นแคว้นดินแดนทราย

                เมืองใหญ่น้อยย่อยยับนับไม่ถ้วน     ผู้คนล้วนทุกข์ยากมากเหลือหลาย

ต้องเร่ร่อนหวั่นไหวทั้งใจกาย                          ยิ่งซ้ำร้ายกว่านั้นสุดพรรณนา

พวกชาวเมืองเมมฟิสออกฤทธิ์เดช                   ทาปานเหสร่วมกันก่นหรรษา

ทุบกระหม่อมอิสราเอลเช่นตีปลา                    อนิจจาสารพัดวิบัติมี

                ก็พวกเจ้าหาเหามาใส่หัว                    ประพฤติตัวเห็นชัดว่าบัดสี

เรานำทางครรไลไปโดยดี                                  พวกเจ้านี้ทิ้งเราให้เศร้าใจ

เจ้าหวังได้อะไรจากอียิปต์                                  อยู่ไกลลิบเบื้องหน้าพนาไศล

ใคร่ดื่มธารชื่นฉ่ำลำน้ำไนล์                               หรือถัดไป ยูเฟรติสอันผิดกัน

(แม่น้ำยูเฟรติส อยู่ในประเทศอัสซีเรีย)

                บาปทั้งผองของเจ้าจะลงโทษ           อย่างเหี้ยมโหดแน่แท้ไม่แปรผัน

ต้นเหตุใหญ่เพราะเจ้าตัดสัมพันธ์                    เลิกนับถือเราพลันไม่หันคืน

เจ้าจะเรียนรู้ซึ้งถึงความบาป                              ซึ่งหยามหยาบชั่วช้าน่าขมขื่น

เราพระเจ้าทรงฤทธิ์นิตย์ยั่งยืน                          ไม่มีอื่นดำรัสเราตรัสไว้

 

อิสคราเอลไม่ยอมนมัสการพระเจ้า

                พระเจ้าทรงรับสั่งว่า

                อนิจจาอิสราเอลเหมือนเช่นว่า      ช่างชั่วช้าอุตริผิดวิสัย                          ๒๐

ทั้งดึงดื้อถือดีนี่กระไร                                         ไม่อยู่ในโอวาทประกาศคำ

ข้าไม่ยอมรับใช้ในพระเจ้า                          ชวนพงศ์เผ่าลงเลนไม่เห็นขำ

ประพฤติการสกปรกลามกกรรม                       เจ้ากลับทำเช่นเล่ห์โสเภณี

                บนภูเขายอดไม้ไม่ลดละ                    ก่นราคะสารพัดจะบัดสี

เพราะตัณหาพาตัวชั่วอัปรีย์                               ความกาลีใดเทียบไม่เปรียบปาน

เราปลูกเจ้าดั่งเถาองุ่นคัด                                    ปรนนิบัติหวงแหนหมายแก่นสาร

เหมือนเมล็ดพันธุ์ดีมีวงศ์วาน                            เหตุการณ์ไม่เป็นไปดังเช่นนั้น

                มากลายเป็นเช่นเถาองุ่นเน่า             ฉะนั้นเราจักทิ้งทุกสิ่งสรรค์

ถึงจะปัดขัดสีฉวีวรรณ                                        ด้วยน้ำกลั่นสบู่ด่างไม่จางไป

เรายังเห็นเจ้าเลอะเปรอะเปื้อนอยู่                   เราพระผู้จอมสกลฤาทนไหว

จึงขอบอกพวกเจ้าให้เข้าใจ                               เพื่อจะได้รู้สึกสำนึกตน

                เจ้าแก้ตัวอย่างไรไม่พ้นผิด                 ไม่เชื่อฤทธิ์บาอัลใฝ่ฝันผล                 ๒๓

ยามกราบไหว้จมปลักปักกมล                            ไหนจะพ้นเศร้าหมองมาพ้องพาน

ดูเถอะหนาเจ้ากลับทำลามก                              จำหยิบยกมาเล่าที่กล่าวขาน

เจ้าทำบาปทั่วไปไร้วิจารณ์                                 ถิ่นสาธารณ์หุบเขาลำเนาเนิน

(พระบาอัล หนึ่งในจำนวนพระต่าง ๆ ของพวกยูดาห์)

                เจ้าเปรียบเช่นอูฐสาวคราวเป็นสัด   ราคะจัดมั่นเหมาะแทบเหาะเหิน

อีกลาสาวราวป่าชะล่าเดิน                                 หลงเพลิดเพลอินร่อนเร่ทะเลทราย

เหตุควบคุมจิตใจไว้ไม่อยู่                                   ลาตัวผู้หมายมั่นก็พลันหาย

เพราะลาสาวหลายหลากมีมากมาย                  จึงเหนื่อยกายเปล่าเปล่าน่าเศร้าใจ

                ดูซิเหล่าอิสราเอลเห็นปานนี้             ควรกลับมีเกียรติยศที่สดใส

ยามเมื่อเจ้าทั้งผองต้องครรไล                            จงสวมใส่รองเท้าแล้วก้าวจร

พึงรักษาลำคอให้หล่อน้ำ                                   จักชื่นฉ่ำภิญโญสโมสร

ทั้งสามารถป้องปัดดัสกร                                    รับพระพรจากฟ้าและธาตรี

                แต่นี่ก็หาเป็นเช่นนั้นไม่                    กลับขานไขวาจาไร้ราศี

จะประโยชน์อันใดในบัดนี้                           เลิกกันทีเราหนอไม่ขอฟัง

ฉันรักคนแลปกหน้าอย่างสาหัส                      สารพัดใดใดก็ไม่หวัง

ฉันจะตามเขาไปห้ามไม่ฟัง                               อย่ามาตั้งขอห้ามประณามเรา

 

คนของพระเจ้ากราบไหว้รูปเคารพ

                พระเจ้าทรงรับสั่งว่า  (กาพย์ฉบัง)

                ดูกรอิสราเอลเอ๋ย                              เจ้าอย่าเชือนเฉย                                  ๑๙-๒๐

มาเป็นบุตรเราโดยดี

                เราจักมอบแคว้นแดนมณี                   ให้สมศักดิ์ศรี

สวยงามเลศล้ำนักหนา

                จึงเจ้าเรียกเรา บิดา                         คงไม่นำพา

หนีไปจากเราอีกเลย

(กาพย์สุรางคนางค์)

                มีเสียงโศกา           จากยอดภูผา          ดังมาแต่ไกล                                                         ๒๑

คือชาวอิสราเอล   ทุกข์เข็ญหวั่นไหว               คร่ำครวญป่วนใจ ร่ำไรวิงวอน

                เนื่องด้วยพวกตน ประพฤติอกุศล     ขาดผลพระพร

เขาลืมพระเจ้า       โศกเศร้าสุดถอน                  ก่นแต่อาวรณ์        เดือนร้อนเวทนา

(กาพย์ฉบัง)

                ผู้ที่ละทิ้งพระเจ้าไป                            ครั้นเขากลับใจ                                                     ๒๒

ธ จะพิทักษ์รักษา

                จะทรงให้เขาศรัทธา                           ซื่อสัตย์อัตรา

มั่นคงจงรักภักดี

 

บทที่ 3

บุกประเทศยูดาห์ (กลอนแปด)

                จงเป่าแตรทั่วไปในประเทศ              เพื่อแจ้งเหตุดั่งเราจะเล่าไข                   ๕-๘

บอกยูดาห์และชาวกรุงวิ่งมุ่งไป                        สู่เมืองใหญ่ซึ่งพร้อมป้อมปราการ

ทาง *ศิโยนลำเนาภูเขาหลวง                           ปลอดภัยปวงพึงถวิลยอดถิ่นฐาน

อย่าอยู่ช้าเร่งไปให้ทันการ                 ขืนนิ่งนานจักต้องนองน้ำตา

(* ศิโยน เป็นภูเขาที่ตั้งกรุงเยรูซาเล็ม)

 

เยเรมีย์เสียใจแทนคนของท่าน

                ข้าเจ็บปวดรวดร้าวผะผ่าวจิต             ดุจยาพิษซาบสกนธ์สุดทนไหว                         ๑๙-๒๒

เสียงแตรศึกเหิมฮึกระทึกใจ                              ข้าทนได้อย่างไรไฉนกัน

                จะเกิดความย่อยยับอัปภาคย์              พบทุกข์ยากเที่ยงแท้ไม่แปรผัน

ทั่วประเทศเขตคามที่สำคัญ                               จะมีอันปรักพังทั้งธานี

                กระโจมข้าจักสะบั้นพลันพินาศ       นึกอนาถใจนักสิ้นศักดิ์ศรี

ม่านการะโจมขาดวิ่นหมดชิ้นดี                        ศัตรูขยี้ย่อยยับไปกับตา

                ข้าจะทนดูณรงค์การสงคราม            มีแต่ความอเนจอนาถมิปรารถนา

พังแตรศึกปลุกเขย่าเศร้าอุรา                             อีกเนินช้าตลอดกาลนานเท่าใด

                พระเป็นเจ้าทรงพ้อตรัสต่อว่า           ปวงประชาของเราไม่เอาไหน

ช่างมิรู้จักเราไม่เข้าใจ                                         เหมือนเด็กไร้เดียวสาก่นราคี

เก่งแต่ทางทุจริตคิดมิชอบ                                  ขาดรอบคอบไม่ตระหนักรักศักดิ์ศรี

มิเคยเลยจักทำการที่ดี                                          จึงไม่มีมูลเหตุให้เมตตา

 

เยเรมีย์นิมิตเห็นความพินาศ

                ข้ามองดูโลกนี้วิปริต                            เกิดภัยพิษอัปลักษณ์ยิ่งนักหนา                         ๒๓-๓๑

เห็นท้องฟ้ามืดสนิทกล่อมนิทรา                       อนิจจากลียุคท่วมทุกข์ภัย

ภูเขาสั่นสะเทือนเตือนหวาดหวั่น                   เนินเขานั้นโยกคลอนเหมือนอ่อนไหว

ไร้ผู้คนสัตว์ป่าพนาลัย                                        แม้นกไพรหนีลับไม่กลับรัง

ดินอุดมสมบูรณ์เสื่อมสูญสลาย                         มากลับกลายเปลี่ยนชนิดอย่างผิดหวัง

เป็นทะเลทรายไร้ต้นไม้บัง                                อนิจจังอนาถจิตไม่คิดเลย

เมืองน้อยใหญ่คราแลเหลือแต่ซาก                  แสนวิบากทรมาเจ้าข้าเอ๋ย

เพราะพระเจ้าทิ้งขว้างอย่างมิเคย                     ทรงเฉยเมยไม่ช่วยอวยพระพร

                พระเจ้าตรัสว่า พื้นแผ่นดินจะกลายเป็นที่ร้างไปหมดสิ้น แต่ถึงกระนั้นพระเจ้าก็ยังทำลายมันอยู่)

                โลกจะร่ำคร่ำครวญหวนละห้อย      ฟ้าจะพลอยมืดมิดปิดสิงขร

พระเจ้าตรัสชัดแจ้งแห่งสุนทร                         ไม่ทรงถอนวจนะเปลี่ยนพระทัย

                เมื่อยินเสียงเหล่าพรานทหารม้า       และบรรดาพลธนูสุดสู้ไหว

บางคนชิงวิ่งหนีหลบลี้ภัย                                 เข้าพงไพรซ่อนตนพ้นปัจจา

บ้างก็ไปแอบตนแฝงต้นไม้                                บ้างก็ไปแอบอยู่ซอกภูผา

ทิ้งเมืองร้างว่างเปล่าเศร้าวิญญา                       ไร้ผู้มาอาศัยหมดไยดี

                เยรูซาเล็มไซร้ใกล้พินาศ                    ไยบังอาจแต่งแดงสดแสงสี

ยังสวมเครื่องเพชรพลอยร้อยมณี                     ยังโลกีย์ประกอบทาขอบตา

จะแต่งกายสวยไปทำไมเล่า                               คนรักเจ้าห่างเหเสน่ห์หา

เขาทิ้งเจ้าลี้ลับไม่กลับมา                                     และอยากฆ่าเจ้าซ้ำให้หนำใจ

                ข้าได้ยินสำเนียงเสียงกรีดร้อง          ในทำนองเวทนาน้ำตาไหล

เหมือนหญิงยามเจ็บครรภ์ครวญลั่นไป           คลอดท้องใหม่ธรรมดาย่อมอาดุร

แท้เสียงนั้นคือคณาประชาราษฎร์                   ขอชีวาตม์ตนไว้มิให้สูญ

เหยียดแขนวอนงอนง้อขอเทิดทูน                   ช่วยเกื้อกูลป้องกันอันตราย

เห็นไหมเล่าเขามาฆ่าข้าแล้ว                          คงไม่แคล้วพินาศเหมือนมาดหมาย

ต่างส่งเสียงเพียงฟ้าจะทลาย                             ร้องหวีดว้ายซุกหัวทุกตัวคน

 

บทที่ 5  ชาวเยรูซาเล็มทำบาป  (กาพย์ยานี)

                ดูกรชาวธานี         แห่งกรุงศรีอันวิมล                                               ๑-๑๑

จงเร่งสำรวจค้น                   ตามถนนทุกแห่งไป                           

เหลียวดูรอบรอบตัว            ชุมชนทั่วทั้งกรุงไกร

จะพบสักคนไหม                 คนชนิดสุจริตชน

ทำแต่สิ่งถูกต้อง                   จิตใจผ่องปองกุศล

ซื่อสัตย์มัธยัสถ์ตน               คนชนิดนี้มีบ้างไหม

หากพบคนดังนี้                   ก็แสนดีนี่กระไร

พระเจ้าจะอภัย                     แก่กรุงไกรไม่ลงทัณฑ์

                ทั้ง ๆ ที่เจ้าอ้าง      ว่าเจ้าห่างไกลโมหันต์

กราบไหว้ทุกคืนวัน            องค์พระเจ้าเนาเมืองบน

ก็สักแต่ทำไป                        ใช่จากใจใฝ่กุศล

ไม่รักศักดิ์ศรีตน                  เป็นเหมือนคนไร้ราคา      

                พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่  สนพระทัยทรงปรารถนา

ให้เจ้ามีชีวา                           ซื่อสัตย์ภักดิ์รักพระองค์

ธ ทรงเฆี่ยนสอนสั่ง            เจ้าซิยังมัวลุ่มหลง

จิตใจไม่พะวง                       หวนระลึกนึกถึงตน

แม้ทรงลงทัณฑ์หนัก          เจ้ามิพักดูเหตุผล

ตลบตะแลงแฝงเล่ห์กล      ไม่ดีขึ้นให้ชื่นใจ

                เราจึงรำพึงดู         กำหนดรู้ถึงนิสัย

พวกเขาเหล่านี้ไซร้          น่าสงสารด้านปัญญา

ไม่รู้พระประสงค์                ที่พระองค์ทรงปรารถนา

ให้เขาทำกิจจา                      ชีวิตนั้นประการใด

                หรือว่าไปหาปราชญ์  ผู้ฉลาดช่วยขานไข

ท่านก็พอเข้าใจ                    พระประสงค์ตรงความดี

แต่นี่มิเช่นนั้น                      ล้วนยึดมั่นผิดวิถี

มิได้รักภักดี                           ต่อพระองค์ผู้ทรงธรรม

                เพราะเหตุฉะนี้ไซร้  จะเกิดภัยอย่างมหันต์

สิงห์ร้ายจากอรัญ                 จักมาปลิดชีวิตไป

หมาป่าทะเลทราย                จะทำร้ายถึงตักษัย

จักฉีกร่างเขาให้                   ออกเป็นชิ้นสิ้นชีวา

เสือดาวเฝ้าป่าใหญ่              เพ่นพล่านไปด้อมมองหา

หากพบเขาเดินมา                จุกฆ่ากินสิ้นทุกคน

เพราะทำบาปกรรมมาก      รับวิบากอกุศล

ละทิ้งพระเจ้าตน                 เป็นหลายครั้งไม่ยั้งใจ

                พระเจ้ารับสั่งถาม  เป็นข้อความอันควรไข

คนของเรานี้ไซร้               ล้วนเหลวไหลสิ้นทุกคน

ทำไมให้เรานี้                       เอื้อปรานีอวยมรรคผล

อภัยบาปของตน                  เป็นไปได้อย่างไรกัน

ในเมื่อเขาทิ้งเรา                   ไปไหว้เจ้าที่ผิดผัน

พระเท็จเทียมทั้งนั้น            พวกโง่เขลาเบาปัญญา

เราเลี้ยงเขาอิ่มหนำ              เขากลับทำชั่วนักหนา

อยู่ร่วมแพศยา                       ใช้เวลาหมดสิ้นไป

     เขาเหมือนพ่อพันธุ์ม้า  กลัดมันบ้าตามวิสัย

คบชู้สู่สมใน                         เมียเพื่อนบ้านพาลสิ้นดี

แล้วจะมิให้เรา                     ลงทัณฑ์เขาดูบัดสี

จักปล่อยชาติกาลี                 ลอยชายได้อย่างไรกัน

เราจึงจะสั่งให้                      ศัตรูไปทำลายขวัญ

ถล่มไร่องุ่นนั้น                    เหลือไว้บ้างบางบางตา

จะสั่งให้เขาราน                  ฟันกิ่งก้านองุ่นหนา

ทั้งนี้ก็เพราะว่า                     พ้นปกครองเป็นของเรา

อิสราเอลและยูดาห์             คือประชากบฏเขลา

เราผู้เป็นพระเจ้า                  กล่าวฝากไว้ให้รำพึง

 

บทที่ 7

ทำบาปในหุบเขาฮินโนม (บทดอกสร้าย)

                ชาวเอ๋ยชาวกรุง                    จงมุ่งครองวิโยคก่นโศกศัลย์                                             ๒๙

ตัดผมยาวเอาทิ้งไปฉับพลัน               แล้วพร้อมกันบรรเลงเพลงคนตาย

บนยอดเขานั้นเล่าป่าวประกาศ         ประชาชาติระลึกสำนึกหมาย

พระเจ้าโกรธลงโทษเราวอดวาย       จักฉิบหายทั่วหน้ามิช้าเอย

 

บทที่ 8 

เยเรมีย์ทุกข์ใจเพราะประชากร  (กลอนแปด)

                ข้าทุกข์ใจเพียงสายใจจะขาด             เพราะทวยราษฎร์ทั้งผองไม่ผ่องใส ๑๘-๒๒

ฟังซิเสียงของเขาน่าเศร้าใจ                              ร่ำพิไรวอนว่าทั่วธานี

ในศิโยนว่างเปล่าพระเจ้าหรือ                       พระองค์คือสัญลักษณ์แห่งศักดิ์ศรี

ไม่ประทับที่นั่นหวั่นฤดี                                     เหตุการณ์นี้เป็นไฉนอย่างไรกัน

พระเป็นเจ้าจอมกษัตริย์ตรัสตอบว่า                 ไยเจ้ามายั่วยวนกวนโทสัน

เจ้าเคารพนบไหว้รูปเทวัญ                                     พระเล่านั้นไร้ค่าเป็นอาจิณ

                คนทั้งหลายร้อนรนตะโกนว่า          หน้าร้อนลาผ่านไปหทัยถวิล

หน้าเก็บเกี่ยวผ่านซ้ำน้ำตาริน                           ยังมิสิ้นทุกข์ทนไม่พ้นภัย

จิตใจข้าชอกช้ำระกำทุกข์                                  สิ้นความสุขเศร้าฤดีจะมีไหน

เพราะประชากรก่นพ่นพิไร                              ถูกเขาไล่บดขยี้ทุกวี่วัน

ในกิเลอาดนี้ไม่มียา                                             แพทย์รักษาหรือไรที่ใฝ่ฝัน

คนของข้าจึงมิหายอย่างไรกัน                           ข้าหวาดหวั่นอาเพศแสนเวทนา

 

บทที่ 9

                ข้าอยากให้หัวข้าหนอเหมือนบ่อน้ำ  เพื่อจะร่ำร้องไห้อาลัยหา                 ๑-๑๑

เหมือนน้ำพุพุ่งแรงแห่งน้ำตา                           คนของข้าตายหมดระทดใจ

                ข้าอยากสร้างที่พักขึ้นสักแห่ง           อยู่กลางแจ้งทะเลทรายคงคลายหมอง

เพื่อหนีพ้นคนของข้าที่มาปอง                         เฝ้าแด่จ้องทรยศกบฏกัน

เขาพูดปดร่ำไปไว้ใจยาก                                    ตีฝีปากคารมให้คมสัน

ครองประเทศโดยพละฝ่ายอธรรม                   แทนยึดมั่นสัจจะน่าละอาย

พระเจ้าจึงตรัสพ้อต่อว่าเขา                                คนของเราชั่วซ้ำทำเสียหาย

เขาไม่รู้หรือเราเป็นเจ้านาย                             เรื่องที่ร้ายกว่านั้นจะพรรณนา

ทุกคนต้องมองระวังกระทั่งมิตร                       ญาติสนิทไว้ใจไม่ได้หนา

คนทั้งสิ้นปลิ้นปล้อนอ่อนระอา                       เหมือนกับยาโคบโหดสมโทษทัณฑ์

ล้วนแต่คนติฉินหมิ่นประมาท                          แม้วงศ์ญาติมิตรสนิทยังบิดผัน

พวกนี้ไซร้ปากกับใจไม่ตรงกัน                        ข้อสำคัญไม่ประพฤติยึดความดี

เขานำเพื่อนฝูงไปในทางผิด                             มิได้คิดตระหนักถึงศักดิ์ศรี

เล่นเล่ห์ลิ้นมายาด้วยพาที                                   ล้วนแต่ที่มุสาไม่น่ายล

ทำบาปร่ำซ้ำไปไม่ยอมเลิก                                 เอกเกริกรุนแรงทุกแห่งหน

พระเจ้าจึงตรัสว่าประชาชน                              เขาปลีกตนทิ้งเราไปด้วยใจพาล

เพราะเหตุนี้พระองค์ผู้ทรงฤทธิ์                       ประกาศิตสั่งมาอย่างกล้าหาญ

คนของเราน่าชังอหังการ                                เปรียบสันดานแร่ธาตุประหลาดใจ

จำเราจะถลุงมุ่งพิสูจน์                                        ขัดเกลาขูดชั่วช้าไม่ปราศรัย

หากเขาขืนฝืนชั่วมั่วต่อไป                                 ทำอย่างไรกับเขาจึงเข้าที

ลิ้นเขาเหมือนลูกศรรอนชีวิต                            สำแดงฤทธิ์สารพัดจะบัดสี

แต่งคำหวานหว่านล้อมย้อมฤดี                         เชิงปรานีเพื่อนบ้านทุกวารวัน

หวานแต่นอกขมในใจกบฏ                               ทรยศหมายฆ่าให้อาสัญ

คิดแผนการหลุมพรางอย่างสำคัญ                    เพื่อห้ำหั่นเด็ดขาดพินาศไป

เราจะไม่ลงทัณฑ์ขั้นอุกฤษฏ์                             คนทำผิดกักขฬะนี่ไฉน

ไม่แก้แค้นแทนเขาก็เศร้าใจ                              เรากล่าวไว้ให้รู้ทุกผู้คน

ข้ากล่าว่า ข้าจะไม่ร่ำไห้เศร้า                           เพื่อภูเขาทุ่งหน้าพนาสณฑ์

เพราะมันแล้งแห้งตายไร้สายชล                      ขาดพืชผลธัญญาสารพัน

ไร้ผู้คนสัญจรเช่นบ่อนสงัด                               เสียงฝูงสัตว์เงียบไปทั้งไพรสัณฑ์

เหล่านกสัตว์ร้างถิ่นสิ้นด้วยกัน                        เหมือนคอยวันรื้อฟื้นกลับคืนมา

องค์พระเจ้าสำทับรับสั่งพลัน                           เรามุ่งมั่นผิดหวังสิ้นกังขา

จึงจะให้เอกอัครนครา                                        รับชะตาทรลักษณ์ปรักหักพัง

ให้หมาป่าอาศัยในนิเวศ                                    ทั่วประเทศยูดาห์กลับล้าหลัง

จะเป็นเช่นทะเลทรายคลายพลัง                      ไร้คนตั้งถิ่นฐานสร้างบ้านเรือน

 

ชาวเยรูซาเล็มของร้องให้ช่วย

                พระผู้ทรงฤทธาประกาศิต สูจงคิดจำคำเราพร่ำไข                                     ๑๗-๒๒

จะเกิดเหตุเพศพาลอันประลัย                           เป็นเรื่องใหญ่ยิ่งนักประจักษ์การณ์

จงเรียกหาทั้งผองนางร้องไห้                            ร่ำพิไรหน้าศพสมทบขาน

หลั่งน้ำตาอาลัยอยู่ในงาน                                  ร่วมสงสารพวกเขาที่เศร้าครัน

                กาลต่อมาปวงชนก็ก่นเศร้า                เต้นเร่าเร่าโศกาเพียงอาสัญ

ประกาศหาบรรดาคนจาบัล                               มาด้วยกันเถิดหนามิช้าที

ให้ร้องร่ำรำพันในงานศพ                                                โดยสมทบพร้อมเพรียงอย่าเลี่ยงหนี

จนน้ำตานองหน้าเราในคราวนี้                    จากคิรีศิโยนสนั่นเสียงลั่นมา

เราย่อยยับอับอายขายหน้านัก                        เสียของรักทำเลทั้งเคหา

บ้านเรือนเราเขาพังล่มหลังคา                          ต้องอำลาประเทศเนื่องเหตุการณ์

ข้าพเจ้าเตือนเขาโดยกล่าวว่า                             ให้บรรดาหญิงฟัง ธ สั่งสาร

สอนบุตรสาวของให้เอางาน                             รู้จักการร้องไห้ในพิธี

มัจจุราชเข้ามาทางหน้าต่าง                                เวียงวังร้างผู้คนดั้นด้นหนี

เด็กถนนดับดิ้นสิ้นชีวี                                         อีกหนุ่มที่ในตลอดเกลื่อนกลาดไป

มีแต่ศพพบเห็นไม่เว้นว่าง                 เหมือนกองฟางเกะกะอยู่ไสว

เหมือนเกี่ยวข้าวผ่านพ้นไม่สนใจ                    ทรงตรัสไว้แก่ข้าฉะนี้แล

 

(กาพย์สุรางคนางค์)                                                                                                                            ๒๓-๒๔

                พระเจ้าตรัสว่า นักปราชญ์ทั่วหน้า                มิควรยโส

ยกตัวข่มท่าน        ทำหาญคุยโว        อวดเก่งเบ่งโม้      ภูมิปัญญาตน

                หนุ่มวัยฉกรรจ์     อย่าทะนงว่าฉัน   พลังนั้นเหนือคน

อีกทั้งเศรษฐี         มั่งมีเหลือล้น        อย่าหยิ่งที่ตน        มากมายเงินตรา

                ถ้าหากจะมี           ผู้อวดศักดิ์ศรี       ความดีนั้นหนา

ให้เขาอวดได้       ด้วยใจศรัทธา      ในข้อที่ว่า              รู้จักรักเรา

                รักเราแน่วแน่       มั่นคงแท้ ๆ           เกินกว่าขุนเขา

สิ่งที่เราทำ             เลิศล้ำมิเบา            หาใครเทียมเท่า    เที่ยงธรรมเสมอไป

                เราชอบเช่นนี้       มุ่งหมายความดี    ทวีเลื่อมใส

เราผู้เป็นเจ้า          บอกเล่ากล่าวไว้                   เป็นที่เตือนใจ       แก่ปวงประชา

 

บทที่ 10 นมัสการพระเจ้าหรือกราบไหว้เทวรูป 

                ชาวอิสราเอลทั้งหลายฟังพระดำรัสที่พระเจ้ามีมาถึงเจ้าไว้ให้ดี พระองค์ตรัสว่า

(กาพย์ยานี)                                                                                                                                           ๑-๑๑

                อย่าเอาอย่างชาติอื่น         มีดาษดื่นโดยวิสัย

เมื่อพบภาพใดใด                                 บนท้องฟ้าปรากฏการณ์

วิปริตผิดธรรมดา                                  ราวกับว่าปาฏิหาริย์

พวกเขาจักลนลาน                               ด้วยหวาดกลัวทั่วทุกคน

พระของเขาไซร้                                  ช่วยอะไรก็ไร้ผล

เขาโค่นไม้ทั้งต้น                                 แล้วบั่นทอนก่อนอื่นใด

ใช้ช่างแกะสลัก                                   เป็นรูปลักษณ์ตามเงื่อนไข

ปฏิมาอ่าอำไพ                                      ประดับด้วยเงินและทอง

เขาใช้ตะปูตรึง                                     ฐานชั้นหนึ่งไม่มีสอง

กันล้มตามทำนอง                                เทวรูปที่สักการ์

เทวรูปเช่นนี้ไซร้                                 เปรียบอะไรดีเล่าหนา

น่าจะอุปมา                                           หุ่นไล่กาในไร่แตง

พูดจาก็มิได้                                           สุดวิสัยจะกำแหง

ไปไหนต้องพึ่งแรง                             คนหามไปไร้ชีวัน

อย่าหวั่นรูปพรรค์นี้                             เห็นไม่มีทางสร้างสรรค์

คุณโทษทุกสิ่งอัน                                สำหรับใครก็ไม่มี

                ข้าแต่จอมสวรรค์                  พระทรงธรรมเลิศราศี

พระใดในธาตรี                                   ไม่มีดีเหมือนพระองค์

พระองค์ทรงฤทธา                              เดชศักดาชวนใหลหลง

ใหญ่ยิ่งและยืนยง                                ทรงอำนาจมหัศจรรย์

ทรงเป็นจอมกษัตริย์                            เปรียบปานฉัตรโลกสวรรค์

ใครเล่าจะดื้อรั้น                                   ไม่ยำเกรงพระภูมี

ควรแล้วที่ประชา                                 กราบวันทาพระทรงศรี

ยำเกรงสดุดี                                           พระเจ้าสร้างดั้งเดิมมา

นักปราชญ์กษัตริย์มวล                       ทั่วโลกล้วนชวนหรรษา

เปรียบได้กับดินฟ้า                              เทียบ ธ ไซร้ห่างไกลกัน

                คนเขลาเหล่านั้นหนา         จะศึกษาและสร้างสรรค์

เทวรูปไม้พรรค์นั้น                              มีสารประโยชน์ใด

                เทวรูปหุ้มหิรัญ                     แม้เฉิดฉันเปล่งสุกใส

ด้วยเงินจากแดนไกล                          เมืองทารชิชวิจิตรเกิน

ทองจากเมืองอุฟาส                             งามผุดผาดน่าสรรเสริญ

ก็เพียงผลเจริญ                                     จากแรงงานด้านฝีมือ

เขาทอผ้าสีคราม                                   สีม่วงตามที่เชื่อถือ

สวมใส่เทวรูปคือ                                 เหมาะสมส่วนล้วนจูงใจ

แต่องค์พระเจ้าแท้                               ทรงชนม์แต่ก่อนกาลไหน

เป็นกษัตริย์ตลอดไป                           คุ้มทั่วหล้าครองสากล

ยามเมื่อพระโกรธา                              โลกก็พากันรับผล               

นานาชาติจะทน                                  พระพิโรธมิได้เลย

(เจ้าต้องบอกพวกเขาดังนี้ว่า บรรดาพระที่ไม่ได้สร้างฟ้าและดินจะถูกทำลายหมดไปจากโลก
 จะไม่มีอยู่ในพิภพนี้อีกต่อไป)

 

บทเพลงสดุดีพระเจ้า (กาพย์ฉบัง)                                                                                                  ๑๒-๑๖

                พระเจ้าทรงสร้างโลกา       ทรงกางท้องฟ้า

ด้วยพระปัญญาและฤทธี

                ทรงนำเมฆเปลี่ยนวิถี          จากสุดโลกี

สั่งน้ำจากฟ้าเบื้องบน

                ท้องฟ้าสะเทือนยังผล         เสียงลั่นนภดล

ฟ้าแลบเมื่อฝนหล่นมา

                ทรงเปิดพระคลังแห่งสวาห์  ลมแรงอัตรา

พัดอยู่ไม่รู้สูญไป

                เมื่อเห็นดั่งนี้โดยวิสัย          มนุษย์คงเข้าใจ

ว่าตนเขลาคิดผิดธรรม

                เทวรูปท่ช่างสร้างสรรค์      ทำให้เขานั้น

ผิดหวังเฝ้าตั้งบูชา

                เพราะพระประเภทนี้หนา   เพียงเทพปฏิมา

ซึ่งไร้ชีวิตวิญญาณ

                ไร้ค่าไม่มีแก่นสาร               ยังสมแก่การ

ที่ควรลบหลู่ดูแคลน

                เทวรูปที่เขาหวงแหน          ปางพระเมืองแมน

เสด็จมาจะทรงจัดการ

                พระเจ้าของยาโคบขาน      เลอลบโอฬาร

ไม่เหมือนเทวรูปใดใด

                พระเจ้าทรงชีพทุกสมัย      พระเกียรติเกรียงไกร

ทรงสร้างสรรพสิ่งจึงมี

                ธ เลือกอิสราเอลเป็นศรี      แห่งชาวโลกี

เป็นประชากรภูมินทร์

                ทรงพระนามเจ้าฟ้าแผ่นดิน  เจ้าแห่งเทวินทร์

พระผู้ทรงฤทธิ์เดชา

 

เชลยกลับประเทศ  (กลอนเพลงไทย)

                ชาวอิสราเอลที่ถูกล้อม จงรวบรวมข้าวของเถอะ เพราะพระเจ้าจะทรงเหวี่ยงท่านอกไปนอกประเทศนี้ พระองค์จะทรงบดขยี้ท่านไม่มีอะไรเหลือ พระเจ้าตรัสเช่นนั้นแหละ

                ชาวเยรูซาเล็มร้องออกมาว่า                                                                                               ๑๙-๒๕

                พวกเราบาดเจ็บแสนสาหัส            ไร้โอสถบดบัดรักษาหาย

ท่วมท้นทุกข์ไข้ทั้งใจกาย                                   คงทนไม่ไหวเพระทรมา

กระโจมของเราพังพินาศ                                   เชือกยึดก็ขาดอนาถหนา

ลูกลูกของเราลี้ลับตา                                           มิมกลับมาเลยสักคน

แล้วก็จะได้ใครเล่า                                              กางกระโจมให้เราผู้ขัดสน

ใครจะขึงม่านให้ไร้กังวล                                  เห็นทีไม่พ้นจักตายไป

                ข้าพเจ้าตอบเขาเหล่านั้นว่า                หัวหน้าของเราไม่เอาไหน

อวดโตโง่เขลาเอาแต่ใจ                                      ที่มิได้ขอให้พระทรงนำ

เขาจึงล้มเหลวเลวถึงเผ่า                                     พวกเราแตกพ่ายแล้วมิหนำ

ยังต้องทรมาทรกรรม                                          ศัตรูกระหน่ำเราเรื่อยมา

ฟังซิข่าวนี้มีเล่าขาน                                            จะเกิดเหตุการณ์ร้ายนักหนา

วุ่นวายในขันธสีมา                                              จากเหนือรุดหน้ามิช้าที

หัวเมืองทั่วแคว้นแดนยูดาห์                              ย่อยยับอัปราทุกวิถี

กองทัพฮือโหมเข้าโจมตี                                    ศัตรูไม่มีปรานีใคร

ยูดาห์จะกลายเป็นถิ่นร้าง                                   อ้างไว้ไร้ผู้อยู่อาศัย

จะมีก็แต่พวกหมาไน                                          อนาถใจดินแดนแคว้นยูดาห์

ข้าแต่พระเจ้าจอมสวรรค์                                    ข้าแน่ใจครันไม่กังขา

มิมีผู้ใดในโลกา                                                    ลิขิตชะตาชีวิตตน

ขอทรงแก้ไขประชากร                                       แต่อย่าตีสอนอันเป็นผล

แห่งพระพิโรธที่ล้นพ้น                                      พวกข้าทุกคนจะถึงตาย

แต่ขอทรงมีพระพิโรธ                                        ต่อชาติเขลาโฉดสิ้นทั้งหลาย

ที่ไม่นอบน้อมใจและกาย                                   ไม่ถวายจงรักด้วยภักดี

พวกเขายังมาฆ่าพวกเรา                                     คนของพระเจ้าทุกวิถี

และทิ้งประเทศของเรานี้                                   ให้เป็นถิ่นที่ปรักหักพัง

 

บทที่ 12  เยเรมีย์ทูลถามพระเจ้า  (กลอนบทละคร)

                ข้าแต่พระเจ้าจอมเมาลี                        ถ้าแม้นข้านี้ขืนแข็งขัน                                       ๑-๖

สู้คดีกับองค์พระทรงธรรม                                ธ จะยืนยันสุดพระทัย

ให้เห็นว่าพระองค์ทรงศักดิ์                              ถูกต้องตามหลักธรรมวิสัย

แต่ข้าก็ต้องทูลถามไป                                         ถึงข้อข้องใจยุติธรรม

เหตุใดคนชั่วจึงจำเริญ                                        เป็นที่สรรเสริญและมิหนำ

ประพฤติเลยร้ายใฝ่บาปนำ                                สบความสำเร็จเพราะเหตุใด

ธ ปลูกฝังเขาคนเหล่านั้น                                   จึงเขาเผ่าพันธุ์ไม่หวั่นไหว

งอกงามเกิดผลทุกคนไป                                    โดยไม่ใส่ใจคนนินทา

พวกเขาพูดดีถึงพระองค์                                    แต่เจตจำนงมิใฝ่หา

ปากใจไม่ตรงกันสักครา                                     มุ่งแต่ไขว่คว้าประโยชน์ตน

พระองค์ทรงรักรู้จักข้า                                       ผู้ซึ่งแสวงหาทุกแห่งหน

ทรงเห็นกิจกรรมของทุกคน                              ลี้ลับเล่ห์กลมิพ้นไป

ทั้งทรงตระหนักรักภักดี                                     แห่งตัวข้านี้สักเพียงไหน

โปรดลากพาลชนให้พ้นไกล                            ดุจแกะที่นำไปเพื่อฆ่าพลัน

ขอเฝ้าเขาไว้อย่าได้คลาด                                    เกรงว่าเขาอาจจะผลินผลัน

เฝ้าอยู่ดูแลถึงวันนั้น                                            คืนวันประหารนั่นแหละดี

ประเทศของเราน่าเศร้าใจ                                 แห้งแล้งกระไรไร้ราศี

จะแล้วไปนานอีกสักกี่ปี                                     ทั่วทั้งธานีก็บ่นกัน

ต้นหญ้าในนาทุกทุกแห่ง                                  เฉาเหี่ยวแห้งแล้งทุกสิ่งสรรค์

ส่ำสัตว์นกกาสารพัน                                          เกือบกายทั่วกันอนาถใจ

ก็เพราะพลเมืองประพฤติชั่ว                             โฉดเขลาเมามัวตามวิสัย

ยังแก้ตัวน้ำขุ่นร่ำไป                                            ธ ไม่เห็นที่เราทำกัน

                พระเจ้าตรัสว่า เยเรมีย์                     หากเจ้าสุดที่จะแข่งขัน

เหน็ดเหนื่อยเมื่อล้าเพราะโรมรัน                    กับมนุษย์พวกนั้นประหวั่นใจ

แล้วจะมีแรงและแกร่งกล้า                                วิ่งแข่งกับม้าได้ไฉน

อยู่ในธานีที่ปลอดภัย                                          ยังอยู่มิได้อย่างร่มเย็น

เจ้าจะรอดได้อย่างไรเล่า                                     เมื่อยู่ป่าเขาที่ทุกข์เข็ญ

ริมฝั่งจอร์แดนแสนลำเค็ญ                                 จำเป็นบากบั่นอันตราย

แม้แต่พี่น้องท้องเดียวกัน                                   ยังมุ่งฆ่าฟันให้ฉิบหาย

ร่วมมือทรยศกบฏร้าน                                         ปากหวานกินตายอย่าวางใจ

 

พระเจ้าทรงโทมนัส เพราะประชากรของพระองค์  (กาพย์สุรางคนางค์)

                พระเจ้าตรัสว่า

                เราได้ทิ้งเขา       อิสราเอลเผ่า         ซึ่งเราเลือกสรร                                                    ๗-๑๓

แม้เรารักใคร่         ทั้งไว้ใจครัน         ก็มอบเขานั้น        ในมือศัตรู

                เพราะว่าพวกเขา  หันหลังให้เรา      อย่างน่าอดสู

เขาเหมือนสัตว์ป่า                ว่างท่าพันตู           ทำส่งเสียงขู่          คำรามน่าชัง

                ยังเปรียบสกุณา    ถูกเหยี่ยวโฉบมา                  ล้อมหน้าล้อมหลัง

เหมือนเหยื่อโอชา               ยวนตาจริงจัง        ให้เกิดพลัง           ล่อสัตว์ป่าดง

                พวกคนต่างชาติ   เที่ยวใช้อำนาจ     ประกาศพิษสง

ทำลายไร่องุ่น       เป็นจุลล่มลง         เหยียบย่ำซ้ำส่ง     ไร่นาของเรา

                บ้านเมืองวอดวาย                กลายเป็นทะเลทราย           ฉิบหายเพราะเขา

ตัดโค่นต้นไม้       ทั่วไพรลำเนา       ยากที่จะเอา           ให้กลับคืนดี

                เบื้องหน้าเราไซร้                 รกร้างทั่วไป          สุดที่ใฝ่ฝัน

ไม่มีผู้ใด เอาใจผูกพัน         ปรับปรุงสร้างสรรค์            ให้กลับคืนดี

                มีพวกปล้นฆ่า       บุกข้ามดงป่า         มาปล้นกรุงศรี

เกิดสงครามโหด                  ชั่วโฉดกาลี           ทำลายทุกที่           เดือดร้อนทุกคน

                คนของเรานี้         ปลูกข้าวสาลี         หมายมีมรรคผล

กลับเก็บเกี่ยวได้   หนามไหนเหลือล้น            กล่าวคือทุกข์ทน ทุเรศนานา

                พวกเขากระทำ     งานหนักตรากตรำ              เหนื่อยยากนักหนา

แต่พืชไร้ผล          เขาทนทรมา          เพราะเราโกรธา   มิได้ไยดี
 

บทที่ 13  เยเรมีย์เตือนถึงเรื่อยความยโส  (กาพฉบัง)

                ดูก่อนอิสราเอลประชา                       พระเจ้าตรัสว่า                                                      ๑๕-๑๗

เจ้าจงอ่อนน้อมถ่อมตน

                แล้วให้เชื่อฟังเหตุผล                         เพื่อความเป็นคน

อย่าได้ดึงดื้อถือดี

                เจ้าจงสรรเสริญทรงศรี                       ผู้จอมโลกี

พระเจ้าของเจ้าโดยพลัน

                ก่อนที่พระเจ้าทรงผัน                         ความมืดมนฉกรรจ์

มาสู่ลู่ทางไปมา

                เจ้าจะสะดุดหินผา                               ล้มกลางมรรคา

บนเขตบรรพตสลดใจ

                ก่อนที่เจ้าหวังสว่างไสว                     ธ จะเปลี่ยนให้

เป็นความมืดมิดปิดบัง

                หากเจ้าดื้อดึงขึงขัง                              ไม่ยอมเชื่อฟัง

เราจะลอบซ่อนโศกี

                เพราะเจ้ายโสบัดสี                              ขมขื่นฤดี

เราจะร่ำไห้มิวาย

                เพราะประชากรทั้งหลาย                   กระจัดกระจาย

ถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลย

 

บทที่ 14  เกิดความแห้งแล้งอย่างหนัก  (กาพย์ยานี)

                พระเจ้ารับสั่งแก่ข้าพเจ้าเกี่ยวกับความแห้งแล้งว่า

                ยูดาห์ประชาชน               ทุกแห่งหนทนทรมา                                                           ๑-๙

ทั้งนี้ก็เพราะว่า                                     บ้านเมืองไซร้ใกล้วอดวาย

                ชาวเมืองทุกท้องถิ่น            นอนกลางดินกินกลางทราย

โศกศัลย์สุดบรรยาย                             เยรูซาเล็มเต็มทุกข์ทน

                ร้องขอความช่วยเหลือ        ขาดเอื้อเฟื้อทุกแห่งหน

เศรษฐีใช้ไพร่พล                                 ไปตักน้ำให้นำมา

                บ่าวไพร่แบกไหเปล่า          กลับคืนเหย้าหลังจากหา

น่าอนาถขาดธารา                                บ่อเจ้ากรรมน้ำไม่มี

                ปิดหน้าพากันเศร้า              ต่างซบเซาสิ้นราศี

วุ่นวายในฤดี                                         แสนรันทดหดหู่ใจ

                ชาวนาปิดหน้าทุกข์             หมดความสุขไม่ผ่องใส

ทุกแห่งแห้งแล้งไป                             ฝนก็ไม่ตกลงมา

                แม่กวางตกลูกใหม่              ทิ้งลูกไว้ในทุ่งนา

ไม่มีใบไม้หญ้า                                     เป็นอาหารจักพาลตาย

                ลาป่าและหมาป่า                 ต่างเหนื่อยล้าไร้จุดหมาย

นัยน์ตาฟางฝ้าลาย                               ขาดอาหารเนื่องนานวัน

                ยืนหอบบนยอดเขา             ใจสั่นเทาสุดผายผัน

ทุกข์ใดไม่เทียมทัน                              ทุกข์ท้องปากลำบากใจ

                ปวงชนคนของเรา               ต่างโศกเศร้าสักเพียงไหน

วอนขอต่อเราไซร้                                ร่ำพิไรภาวนา

                แม้ว่าข้าต่ำต้อย                     บาปใช่น้อยหนักนักหนา

ฟ้องร้องเราอัตรา                                 ทรงเมตตาปรานีชน

                ตารมที่พระสัญญา               โปรดช่วยข้าผู้ขวายขวน

รู้สึกสำนึกตน                                       สารภาพบาปมากมี

                ข้าทำบาปกรรมมาก             ทำซ้ำซากเสื่อศักดิ์ศรี

ต่อองค์พระภูมี                                     ธ ผู้ที่ยอดบูชา

                พระองค์เป็นความหวัง       อันเดียวดังข้าปรารถนา

ช่วยพันภัยนานา                                  ให้รอดได้สมใจจินต์

                ไฉนจึงทำตน                        เหมือนอย่างคนน่าติฉิน

คือคนผู้พลัดถิ่น                                   แปลกหน้ามาในธานี

                หรือเหมือนนักเดินทาง      พักแรมค้างกลางวิถี

ชั่วเพียงหนึ่งราตรี                               รุ่งพรุ่งนี้ก็จากไป

                ไฉนจึงทำตน                        เหมือนกับคนก่นสงสัย

บึ้งตึงตะลึงไย                                       วิปริตผิดทำนอง

                หรือเหมือนทหารชาติ        หมดอำนาจอาจผยอง

คิดใดไม่สมปอง                                   ช่วยใครใครมิได้เลย

                ข้าแต่พระเป็นเจ้า                ทรงคุ้มเกล้าสุดเฉลย

ขอ ธ อย่าละเลย                                   ทอดทิ้งเราให้เศร้าใจ

 

                พระบัญชาให้ข้าพเจ้าเล่าให้ประชาชนฟังถึงความทุกข์โศกของข้าพเจ้า ว่า (กลอนบทละคร)

                ทั้งวันทั้งคืนตื่นผวา          ข้าร่ำโศกาน้ำตาไหล                                   ๑๘

ไม่มีวันหยุดสุดอาลัย                           คนของเราไซร้ต้องทุกข์ทน

บาดเจ็บสาหัสกระจัดกระจาย           พบศพเรียงรายตามถนน

เมื่อข้าออกไปยังตำบล                        ทุ่งนาเกลื่อนกล่นศพคนตาย

ทั่วทุกแห่งหนชนบท                          เห็นแล้วสลดน่าใจหาย

บ้างต้องอดอยากถึงวางวาย                เพราะความชั่วร้ายแห่งสงคราม

ท่านผู้ปกระกาศพระวาจา                  ผู้รับใช้ทั่วหน้าที่เกรงขาม                     (ตรวจสอบ)

ต่างคนตั้งหน้าพยายาม                       ทำตามกิจการงานของตน

แต่หาได้คิดจิตสำนึก                           รู้สึกค้นคว้าหาเหตุผล

ทำไปเพียงให้ผ่าน ๆ พ้น                   ไม่รู้ว่าตนทำอะไร

 

ประชาชนอ้อนวอนพระเจ้า  (กาพย์ฉบัง)

                ข้าแต่พระเจ้าจอมปราณ     ไม่ทรงสงสาร                                          ๑๙-๒๒

ทอดทิ้งยูดาห์หรือไฉน

                หรือชาวศิโยนจัญไร           จึงทรงปล่อยให้

เจ็บซ้ำยิ่งนักหนักอุรา

                ไม่มีวันจักรักษา                    เราเฝ้ามองหา

สันติแต่มิแลเห็น

                เราหวังผ่อนผันพลันเย็น   อาภัพกลับเป็น

กลัวขาดเกิดสลับจับใจ

                ข้าแต่พระเจ้าเกรียงไกร      ข้าผิดแล้วไซร้

ขอสารภาพบาปมวล

                ทั้งบาปบรรพชนล้วน         เป็นอันสมควร

แก่ทรงพิโรธนานมา

                โปรดระลึกถึงพระสัญญา    อย่าเมินหมิ่นข้า

ให้ฝ่ายศัตรูดูแคลน

                กรุงนี้คือถิ่นดินแดน           ชาวเราหวงแหน

เป็นพระที่นั่งนิจกาล

                รุ่งโรจน์นวรัตน์ชัชวาล      ของพระภูบาล

พระเจ้าของเราทั้งหลาย

                ทรงสัญญาอย่าเสื่อมคลาย  อย่าทรงทำลาย

อย่ารอนอย่าริดบิดผัน

                ปฏิมาชาติอื่นหมื่นพัน        ฤารู้เสกสรรค์

ฝนตกจากฟ้ามาดิน

                เราพึ่งพระเจ้าอาจิณ            อัศจรรย์ทั้งสิ้น

ประสิทธิ์โดยฤทธิ์พระองค์

 

บทที่ 15 ชะตากรรมของชาวยูดาห์

                แล้วพระเจ้ารับสั่งแก่ข้าพเจ้าว่า ถ้าแม้นโมเสสและซามูเอลมายืนอยู่ที่นี่อ้อนวอนเรา เราก็จะไม่ปรานีคนเหล่านี้เลย ให้พวกเขาไปเสียวให้พ้นหน้าเราเถิด เมื่อเขาถามเจ้าว่าเขาควรจะไปไหน ก็ให้บอกเขาตามที่เราพูดนี้  (กาพย์ยานี)                                                                                                              ๑-๙

                บางคนจักต้องตาย               เพราะโรคร้ายรุมผจญ

และมีที่บางคน                                     จะต้องตายในสงคราม

บ้างต้องอดอยากตาย                           อีกบางรายถูกประณาม

อมิตรจักติดตาม                                    กวาดต้อนเกณฑ์เป็นเชลย

                ชะตากรรมของพวกเขาจะต้องเป็นเช่นนี้แหละ

                เราผู้เป็นพระเจ้าตกลงจะให้เกิดเหตุการณ์ท่น่ากลัวสี่ประการคือ พวกเขาจะถูกฆ่าตายในสงคราม สุนัขจะฉีกทิ้งร่าง นกจะมาจิกกิน สัตว์ป่าจะกินซากที่เหลือ เราจะทำให้คนทั้งหลายในโลกหวาดกลัวพวกเขา เพราะเหตุที่มนัสเสห์บุตรเฮเซคียาห์ กระทำในกรุงเยรูซาเล็มเมื่อขึ้นเป็นกษัตริย์ประเทศยูดาห์

                พระเจ้ารับสั่งว่า  (กาพย์ฉบัง)

                เยรูซาเล็มประชา              ใครเขาจะมา

เมตตาต่อเจ้าสืบไป

                ใครจะสะท้านหวั่นไหว     โศกเศร้าพิไร

ร่วมทุกข์กับเจ้าอัตรา

                ใครจะเลื่อมใสใฝ่หา           ยอมเสียเวลา

ถามว่าสบายดีหรือไร

                เพราะเจ้าขาดความเลื่อมใส  ละทิ้งเราไป

เราจะบดขยี้บีฑา

                เราสุดอดกลั้นโทสา            เบื่อหน่ายระอา

แม้เห็นแก่มิตรไมตรี

                เราเหวี่ยงเจ้าไปทุกวิถี         ทั่วเมืองอันมี

ภายในประเทศมณฑล

                ดุจลมหอบฟางเวหน           ทำลายปวงชน

ซึ่งล้วนเป็นคนของเรา

                เข่นฆ่าวงศ์วานพาลเขลา    ลูกหลานของเจ้า

เพราะไม่เลิกบาปสาธารณ์

                ประเทศของเจ้าไพศาล       จะมากนงคราญ

แม่ม่ายเกลื่อนแคว้นแดนดิน

                มากกว่าเม็ดทรายริมสินธุ์  ทะเลอาจิณ

คิดน่าอนาถประหลาดใจ

                หนุ่มตายก่อนอายุขัย           เราให้เป็นไป

เจ็บปวดสาหัสหวาดกลัว

                ทำให้แม่เขาส่ายหัว             ใจสั่นระรัว

ต้องทุกข์ระทมตรมมาน

                นางแม่ผู้น่าสงสาร              เพียงสิ้นลมปราณ

เป็นลมไม่สมฤดี

                เพราะนางเสียบุตรเรืองศรี  ทั้งเจ็ดที่มี

จึงคร่ำครวญหาจาบัล

                แสงสว่างวูบวับดับผัน        กลับมืดมนครัน

แก่นางมิสร่างเสื่อมซา

                นางต้องอับอายนำหนา      ปวดร้าวอุรา

หาใดมาเทียบเปรียบปาน

                เราปล่อยศัตรูจองผลาญ      เจ้าผู้สาธารณ์

ที่รอดชีวิตติดพัน

                เราผู้พระเจ้าจอมสรรค์        ธำรงสัตย์ธรรม

กล่าวดังนี้ไซร้ให้จำ

 

บทที่ 17  คำพังเพย

                พระเจ้ารับสั่งว่า  (กลอนบทละคร)                                                 ๕-๑๓

                เราจะลงทัณฑ์ขั้นอุกฤษฏ์               ต่อผู้ทำผิดลุโมหันธ์                                                            

ละทิ้งเราไปไม่สัมพันธ์                                      แต่กลับยึดมั่นมนุษยชน

เขาไว้วางใจในสามารถ                                      ของมนุษย์จึงปราศจากผล

ที่แท้ขึ้นชื่อมนุษยชน                                          ไม่มีสักคนพ้นความตาย

เขาเป็นดังเช่นรุกขชาติ                                      ตกพุ่มแห้งหมาดประมาณหมาย

มันขึ้นในแดนทะเลทราย                                  แห้งแล้งเหลือหลายไร้ธารา

พืชพันธุ์ใดใดงอกไม่ได้                                     ดินเค็มกระไรร้ายนักหนา

จึงนับว่าเขาที่เกิดมา                                            ไร้ผลนานาแห่งความดี

                แต่เรานี้นะจะอวยพร                          แก่ผู้สังวรรักศักดิ์ศรี

ทั้งไว้วางใจในเรานี้                                            เขาจักเปรมปรีดิ์และปลื้มใจ

เขาเป็นเช่นรุกข์อันร่มรื่น                                  ที่ขึ้นอยู่ริมธารน้ำไหล

หยั่งรากดื่มน้ำอยู่ร่ำไป                                        แดดร้อนเท่าไรไม่นำพา

ใบขจีสีเด่นอยู่เป็นนิตย์                                      สดใสวิจิตรเกินเลขา

ฝนแล้งไม่หวั่นพรั่นวิญญา                                ออกผลอัตราเรื่อยเรื่อยไป

ใครจะหยั่งได้ใจมนุษย์                                       หลอกลวงและสุดจะเหลวไหล

เสื่อมโทรมต่ำทรามขาดน้ำใจ                            รักษาเท่าไรไม่คืนดี

เราผู้พระเจ้าเอาธุระ                                            สำรวจภาวะทุกวิถี

ทดสอบใจคนบนปถพี                                        ตอบสนองชั่วดีที่เขาทำ

 

(กายพ์ยานี)

                ผู้ใดได้เงินทอง                    ผิดทำนองคลองธรรมา

เขาเปรียบเหมือนอีกา                         กกไข่เจ้ากาเหว่าดง

ชั้นแรกแห่งชีวิต                                  นับว่าผิดพระประสงค์

มั่งมีมิยืนยง                                           จะผันผินสูญสิ้นไป

ครั้นในบั้นปลายเล่า                            เหลือโฉดเขลาอย่าสงสัย

ที่เป็นเช่นนี้ไซร้                                   ตามกำหนดกฎสัจจัง

วิหารของเรานี้                                     แหล่งเปรมปรีดิ์แห่งความหวัง

ก็เหมือนกับบัลลังก์                             รุ่งเรืองงามอร่ามครัน

ตั้งอยู่ยอดภูเขา                                     สูงเทียมเท่าเมฆเฉิดฉัน

ล่วงไปหลายกัปกัลป์                           แต่แรกเริ่มเสริมศรัทธา

                ข้าแต่พระเป็นเจ้า                พระปกเกล้าฯ คุ้มเกศา

ทรงเป็นความหวังกล้า                        ของชาวเราเหล่าอิสราเอล

ใครที่ละทิ้ง ธ                                       เขาคงจะต้องได้เห็น

ตนเองขาดร่มเย็น                                และได้รับความอับอาย

เหมือนคนที่เขียนชื่อ                          หวังระบือมีความหมาย

แต่เพราะเขียนบนทราย                     สูญสิ้นพลันมิทันนาน

เหตุก็เพราะเขาสละ                            ละทิ้ง ธ ประเสริฐสาร

ผู้เปรียบบ่อบาดาล                               น้ำจืดสนิทดื่มติดใจ

 

บทที่ 18 ประชาชนไม่ยอมเชื่อฟังพระเจ้า

                พระเจ้าตรัสว่า (กลอนแปด)

                เราพระเจ้ากล่าวไว้ให้เจ้าคิด          พึงพินิจดำริตามวิสัย                                           ๑๓-๑๗

จงไต่ถามทั่วหน้าภาษาใด                                  เคยบ้างไหมเช่นนี้ที่มีมา

อิสราเอลสูงเด่นเป็นชาติใหญ่                          กลับเหลวไหลเสื่อมศักดิ์ยิ่งนักหนา

ประพฤติตัวชั่วโฉดโหดมายา                            เป็นที่น่าหวาดสยองคะนองตน

                ยอดภูเขาเจ้าเสน่ห์เลบานอน            หิมะสลอนโปรยปรายดุจสายฝน

ธารน้ำใสไหลหลากจากเบื้องบน                     จะวิกลเหือดหายอย่างไรกัน

คนของเราเหล่านี้นี่สินะ                                    มาทิ้งละเราไปไม่ใฝ่ฝัน

ยังทำเรื่องเผาเครื่องบูชายัญ                              แก่รูปปั้นคือพระปฏิมา

                จึงวิถีชีวิตผิดถนัด                                สะดุดซัด เซซ้าย และป่ายขวา

ไร้กำหนดจดจำทำหมายตรา                              ไม่รักษาทางเก่าต้องเศร้าใจ

ประพฤติบาปทำผิดชนิดชั่ว                               ที่น่ากลัวน่าสยองสิ้นผ่องใส

คนจะฉินหมิ่นเขาสักเท่าใด                              เย้ยไยไพความบอดตลอดกาล

                คนที่ผ่านพานพบประสบเขา            ปอดกระเส้างุนงงสุดสงสาร

ย้างกระจัดพลัดพรายบ้างวายปราณ                 เราบันดาลต่อหน้าข้าศึกนั้น

เหมือนฝุ่นปลิวพลิ้วไปในอากาศ                     ลมวินาศร้ายนักยิ่งจักรผัน

สมญานามเรียกว่าสลาตัน                                  ชื่อของมันคุ้นหูทุกผู้คน

                เราจะไม่ไยดีปรานีเขา                        จะมิเอาใจช่วยอำนวยผล

ยามสมภัยไล่ผลาญมารประจญ                         เรามิสนใจเอื้อหมดเยื่อใย

จะหันหลังชังเขาตราบเท่าที่                             เขากลับมีใจภักดิ์ไม่ผลักไส

ต่อเขาพร้อมยอมรับและกลับใจ                        เราจะได้รับตอบจึงชอบธรรม

 

บทที่ 20 เยเรมีย์บ่นว่าพระเจ้า  (กาพย์ฉบัง)                                                                  ๗-๑๘

                ข้าแต่พระเจ้าจอมสรวง                      พระองค์ทรงลวง

หลอกข้าให้หลงตายใจ

                ธ ทรงแข็งแรงเกินวิสัย                       อำนาจเกรียงไกร

เหนือข้าทุกด้านที่มี

                ทุกคนเยาะเย้ยเสียดสี                          ข้าทนทุกข์ทวี

เดือดร้อนคลุ้มคลั่งทั้งวัน

                ทุกทีที่ข้าสังสรรค์                                กล่าวคำจำนรรจ์

ต้องร้องตะโกนโพนทนา

          “ทารุณโหดร้ายนักหนา            พินาศอุบัติมา

คนดูหมิ่นข้าเรื่อยไป

                ก็เพราะข้านี้ขานไข                             คำขอทรงชัย

ประกาศแก่เขาทุกคน

                เมื่อข้าเอ่ยคำอกุศล                               ข้าจะทำตน

ลืมซึ่งพระเจ้าจอมปราณ

                จะไม่รับใช้ไขขาน                              ประกอบกิจการ

พูดทำในนามพระองค์

                แต่พระวจนพระประสงค์                  สถิตธำรง

อยู่ในดวงจิตนิจกาล

                มานไหม้ดั่งไฟเผาผลาญ                    อัดแน่นสันดาน

เข้าถึงกระดูกผูกพน

                ข้าก็อ่อนเปลี้ยเสียขวัญ                       แสนจะตื้นตัน

สุดที่อดกลั้นต่อไป

                ข้าแว่วเสียงคนเคลื่อนไหว                ซุบซิบเป็นนัย

ให้เกิดหวานหวั่นวิญญา

                ทุกแห่งน่ากลัวนักหนา                   ให้เรารีบมา

ไปรายงานผู้ปกครอง

                แม้แต่มิตรสนิททั้งผอง                       เฝ้าแต่จ้องมอง

หมายให้ข้านี้ล่มจม

                พวกเขากล่าวเชิงทับถม                      เราจะชื่นชม

หากเขาถูกต้มทันใด

                เราจะได้ตัวมาไถ                                  แก้แค้นไยไพ

สิ้นสุดยุติเสียที

                ข้าแต่พระองค์ทรงศรี                         พระทัยแสนดี

ทรงอยู่ฝ่ายข้าพระองค์

                ธ ทรงเข้มแข็งพิศวง                            ทรงรักมั่นคง

เดชานุภาพเกรียงไกร

                ผู้ที่เคียวเข็ญขับไส                               ข่มเหงข้าไซร้

ต้องพ่ายแพ้ไปทุกครา

                เขาจะอับอายนำหนา                          โดยพระเดชา

คุ้มครองฯ เหล่าข้าทุกคน

                พระผู้ทรงฤทธิ์โกศล                           พิสูจน์มนุษย์ชน

ประสิทธิ์สัมฤทธิ์เที่ยงธรรม

                ทรงทราบใจมนุษย์แปรผัน                ลึกลับทุกอัน

ไม่ว่าเขาคิดอะไร

                ข้าวอนพระผู้พิศมัย                             ให้ข้ามีชัย

แก้แค้นศัตรูหมู่พาล

                ทั้งนี้เพื่อเป็นหลักฐาน                        ประจักษ์พยาน

โปรดช่วยจัดการทันที

                เชิญมาพร้อมกันขมันขมี                    ร้องเพลงสดุดี

สรรเสริญพระเจ้าจอมสกล

                พระผู้ช่วยให้เป็นผล                           พ้นเงื้อมมือคน

ผู้ที่กดขี่บีฑา

                ขอพระสาปแช่งชันษา                       วันข้าเกิดมา

ลืมวันมารดาตั้งครรภ์

                สาปผู้ส่งข่าวหฤหรรษ์                        แก่พ่อข้าพลัน

ว่า คุณได้ลูกผู้ชาย

                ให้เขาเหมือนเมืองทั้งหลาย              ที่ทรงทำลาย

อย่างไม่เมตตาปรานี

                ตอนเช้าให้เขาพล่านหนี                   ยินเสียงโศกี

เจ็บปวดจนต้องร้องระงม

                ตอนเที่ยงยินเสียงลั่นขรม                  บ้านเมืองล่มจม

สงครามอกสั่นขวัญบิน

                เพราะเขามิได้ตัดสิน                           ทำลายชีวิน

ข้าผู้ซึ่งอยู่ในครรภ์

                หาไม่ท้องแม่คงผัน                             ดุจหลุมศพพลัน

คงไม่กำเนิดเกิดมา

                แต่นี่เพราะเหตุใดหนา                       ข้ามีชีวา

เพียงเพื่อเสวยทุกข์ระทม

                ชีวิตจบลงขื่นขม                                  ขาดคนนิยม

มีแต่อับอายหรือไร

 

บทที่ 22                 เยเรมีย์ทำนายถึงโยอาฮาส

(กาพย์สุรางคนางค์)

                โอ้ชาวยูดาห์         เจ้าอย่าครวญหา   โยสิยาห์ราชัน                                                      ๑๐-๑๑

อย่าไว้ทุกข์ใหญ่   ท่านไม่มีวัน          คืนชีพแม่นมั่น     เพราะสิ้นพระชนม์

                แต่จงร่ำไห้            อย่างขมขื่นใจ       เนื่องในเหตุผล

องค์รัชทายาท       โยอาฮาสทรงพล                 โอรสดวงกมล      ของโยสิยาห์

                ถูกกวาดต้อนไป   ศัตรูจับได้              ซึ่งร้ายนักหนา

จักหายลี้ลับ           ไม่กลับคืนมา        ให้เห็นหลังคา     บ้านเกิดเมืองนอน

 

เยเรมีย์?ทำนายถึงเยโฮยาคิม (กาพย์ยานี)                                                                                    ๑๓-๑๙

                วิบัติแก่ผู้ที่                             แม้มั่งมีทรัพย์เนืองนันต์

ทรัพย์ซึ่งได้มานั้น                               หากทุจริตผิดธรรมา

                ถึงสร้างหรือขยาย         บ้านช่องใหญ่เพียงใดหนา

อาภัพอัปรา                                           วิบัติแท้แน่แก่ตน

                ผู้ใดให้เพื่อนบ้าน                ทำการงานโดยไร้ผล

กำแหงกินแรงคน                                ย่อมไม่พ้นวิบัติภัย

                หรือว่าโกงค่าจ้าง                 นับอยู่ข้างโจรวิสัย

เหตุนำความจัญไร                               สารพัดวิบัติมี

                วิบัติแก่ผู้พูด                          หมายพิสูจน์ถึงศักดิ์ศรี

เราจะสร้างบ้านนี้                             ให้ใหญ่โตมโหฬาร์

                ให้ห้องชั้นบนกว้าง            แลสว่างทั่วทิศา

พร้อมสรรพประดับประดา                ทำหน้าต่างอย่างบรรจง

                บุผนังดั่งปรารถนา              ไม้สีดาร์ที่ประสงค์

แล้วทาสีแดงลง                                    เพื่อเสริมส่งมงคลการ

                ที่เจ้าสร้างบ้านใหม่             เลิศวิไลใหญ่ไพศาล

ไม้สนสีดาร์ขนาน                               สวยกว่าบ้านอื่นอื่นใด

                ทำให้เจ้างามเด่น                 และกลายเป็นกษัตริย์ไฉน

ราชบิดาของเจ้าไซร้                            ทรงอยู่เย็นเป็นสุขมา

                เพราะทรงราชธรรม           เลื่องลือล้ำเลิศนักหนา

สัมฤทธิ์ราชกิจจา                                 จึงจำเริญเกินรำพน

                ท่านทรงพิพากษา                โดยเมตตาไร้เดียดฉันท์

จึงคนยากจนครัน                                รับเที่ยงธรรมพระการุญ

                คนผู้รู้จัก ธ                            ก็ย่อมจะประเสริฐสุนทร์

ประพฤติยึดการบุญ                             อยู่เป็นสุขทุกวันวาร

                แต่ส่วนเจ้านี้ไซร้                 ทำสิ่งไร้ซึ่งแก่นสาร

ทุจริตติดสันดาน                                  เห็นแก่ตัวชั่วสิ้นดี

                เจ้าฆ่าคนบริสุทธิ์                 ข่มมนุษย์เสื่อมราศี

ไม่ว่าประชาชี                                       เจ้ากดขี่ทั้งกายใจ

                นี่คือพระดำรัส                     พระเจ้าตรัสแถลงไข

เพื่อเจ้าจักจำไว้                                     เป็นบรรทัดฝึกหัดตน

                ครั้นแล้วพระเจ้าตรัส          ถึงกษัตริย์นิทัศน์ผล

เยโฮยาคิม-ยล                                       โอรสของโยสิยาห์

                ทรงเป็นขัตติเยศ                  ณ ประเทศพิเศษฐาน์

มีนามว่ายูดาห์                                       มินานช้าสิ้นพระชนม์

                ไม่มีใครผู้ใด                      ไว้ทุกข์ให้ทุกแห่งหน

ไม่มีแม้สักคน                                       เอ่ยวาจา น่าเสียดาย

                ไม่มีชาวพารา                       หลั่งน้ำตาให้ฤาสาย

ไม่มีแม้สักราย                                       ที่ร้องว่า อ้า กษัตริย์เรา

                พิธีศพง่ายมาก                      มิลำบากสลักเสลา

มีเกียรติก็เทียบเท่า                               ฝังลาไว้ในบ่อคู่

                คือลากพระศพไป                โยนทิ้งให้น่าอดสู

ภายนอกเขตประตู                               นครเยรูซาเล็ม

 

เยเรมีย์ ทำนายถึงชะตากรรมของกรุงเยรูซาเล็ม  (กลอนแปด)                            ๒๐-๒๓

                ชาวประชาเยรูซาเล็มเอ๋ย    อย่าช้าเลยเร็วรี่ขมีขมัน

ขึ้นภูเขาเลบานอนบ่อนสำคัญ          ตะโกนลั้นให้รู้ทุกผู้คน

ไปตะโกนโพนทะนาเมืองบาชาน   บอกชาวบ้านจงแจ้งทุกแห่งหน

ไปประเทศโมอับคับคั่งชน                ขึ้นไปบนภูเขาบอกเล่ากัน

ประกาศก้องร้องไปอย่าได้ช้า           แก่ประชาเที่ยงแท้ไม่แปรผัน

พันธมิตรทั้งผองของเจ้านั้น              ต่างประจัญแพ้พ่ายแก่ไพรี

ครั้นเจ้ายังกระเดื่องรุ่งเรืองยศ          เกียรติปรากฏพร้อมพรักทั้งศักดิ์ศรี

พระเจ้าตรัสเตือนใจด้วยไมตรี          เจ้ามิมีเชื่อฟังอหังการ

ตลอดชีวิตเจ้าก็เท่านั้น                        เอาแต่รั้นง่อนแง่นไร้แก่นสาร

พวกผู้นำของเจ้าล้วนเขลาโฉด         จักรับโทษศักดินาอุทาหรณ์

ถูกลมหอบบอกช้ำกระหน่ำมรณ์      ตามขั้นตอนพระพิโรธลงโทษมา

พันธมิตรของเจ้าเล่าก็แย่                    ต้องพ่ายแพ้ศึกหนักสุดรักษา

ถูกกวาดต้อนตกต่ำร่ำน้ำตา                ไปเป็นข้าเชลยศึกสำนึกตน

เพราะเจ้าชั่วมั่วซ้ำกระทำผิด             มิได้คิดเลิกละอกุศล

เหตุบ้านเมืองอับอายขายหน้าคน     ก็เป็นผลบาปสนองครรลองธรรม

เจ้าอยู่ได้ปลอดภัยในเคหา ไ            ม้สีดาร์เอี่ยมเอกที่เสกสรรค์

แต่จะน่าสังเวชทุเรศครัน                   ถึงวันนั้นด่าวดิ้นเพียงสิ้นปราณ

เหมือนสตรีมีครรภ์ใกล้จะคลอด      เป็นสุดยอดเวทนาน่าสงสาร

จักปวดร้าวเพียงพอทรมาน                กว่าจะผ่านพ้นไปแทบใจวาย

 

(กาพย์สุรางคนางค์)                                                                                                                            ๒๙-๓๐

                พื้นแผ่นธรณี        จงฟังวจี                 พระเจ้าบัญชา

ชายผู้นี้โฉด        รับโทษอาญา        ให้ผิดธรรมดา      ทางเพศสัมพันธ์

                เขาจะไร้สิทธิ์        สืบสายโลหิต        คือว่าเป็นหมัน

ขาดบุตรธิดา         พงศาสถาบัน        ไม่สบสุขสันต์      ดำริปณิธาน

                เขาไม่ศักดิ์สิทธิ์    เหมือนกษัตริย์ดาวิด            ยอดนักบริหาร

ปกครองยูดาห์      ทั่วหล้าสะท้าน     เราผู้ภูบาล             กล่าวไว้ฉะนี้แล

 

บทที่ 23

เยเรมีย์ทำนายถึงผู้ประกาศพระวาจา  (กาพย์ยานี)                                           ๙-๑๒

                จิตใจข้าพระองค์                  บอบช้ำลงตัวสั่นเทา

ก็เพราะพระเป็นเจ้า                            วาจาสิทธิ์สัมฤทธิ์พลัน

                ข้าเป็นเหมือนคนเมา          ที่ดื่มเหล้าองุ่นสรร

ดื่มไปมากมายครัน                               สิ้นสติสมฤดี

                คนดื้อไม่ซื่อสัตย์                  ไม่ปรนนิบัติพระทรงศรี

จำนวนมากมายมี                                  เต็มประเทศเหตุประลัย

                พวกเขาประพฤติชั่ว            เขลาเมามัวตามนิสัย

อำนาจคือบาทใหญ่                             สำแดงฤทธิ์ล้วนผิดพาล

                ทุ่งหญ้าแห้งแล้งไป            แม้สัตว์ไพรไร้อาหาร

ก็เพราะ ธ ทรงประทาน                     สาปแช่งไว้ให้อับจน

                พระเจ้ารังสั่งว่า                    อันบรรดาใฝ่กุศล

ผู้รับใช้และบุคคล                                ผู้ที่เผยพระวาจา

                ไม่นับถือพระเจ้า                 เป็นต้นเค้าแห่งโทสา

ทำชั่วบาปนานา                                   ในพระวิหารบ้านของเรา

                วิถีทางชีวิต                            ก็พลาดผิดในพวกเขา                                  ๑๒

ลื่นไถลมิใช่เบา                                    ทั้งมืดมนอนธกาล                  

                เราจะบันดาลให้                  เขาล้มได้ในทุกสถาน

จักนำความวายปราณ                          มาสู่เขาเหล่าทรชน

                บัดนี้ใกล้วาระ                      ที่เขาจะได้รับผล

เราผู้ ธ เบื้องบน                                   บอกประเด็นเป็นสำคัญ

 

(กลอนบทละคร)                                                                                                                                 ๑๓-๑๕

                เราได้พบเห็นเนิ่นนานมา               ผู้เผยพระวจนะที่เสกสรร

ชาวสะมาเรียกล่าวจำนรรจ์                                อ้างพระบาอัลตรัสบัญชา

นำคนของเราให้หลงผิด                                    ทำบาปอุกฤษฏิ์ยิ่งนักหนา

หวนกลับมาดูในนครา                                       ผู้เผยพระวจนะยิ่งจัญไร

พวกเจ้าเฝ้าผิดประเวณี                                       มุสาสุดที่จะแก้ไข

ช่วยคนทำผิดอยู่ร่ำไป                                         จนไม่มีใครเลิกชั่วเลวทราม

ทุกนเป็นเช่นชาวโสโดม                                   ประโคมความบาปที่หยาบหยาม

ชั่วเท่าชาวโกโมราห์ตาม                                    ไม่หย่อนในความชั่วใด

เราคือพระเจ้าเรืองฤทธา                                    ปรารภเบื้องหน้าหวังแก้ไข

ผู้เผยพระวจนะในกรุงไกร                                เพื่อให้สำนึกรู้สึกตน

เราจะให้เขากินบอระเพ็ด                                  จนถึงขามเข็ดด้วยเหตุผล

ให้ดื่มน้ำพิษฤทธิ์ร้อนรน                                   รับความทุกข์ทนเวทนา

เพราะเขาชักนำประชาชาติ                               ให้ข้อผิดพลาดหนักนักหนา

มิให้เชื่อฟังพระวาจา                                          เราผู้เจ้าฟ้าและแผ่นดิน

 

บทที่ 25 (กลอนบทละคร)

                ส่วนเจ้า เยเรมีย์เอ๋ย เจ้าจงประกาศให้คนเหล่านี้ทราบทกสิ่งตามที่เราบอกเจ้าว่า

                พระเจ้าจะเปล่งพระสุรเสียง             ฟังเพียงฟ้าร้องจากสวรรค์                 ๓๐-๓๑

สิงหนาทลั่นเลื่อนสะเทือนกรรณ                    ตวาดลั่นทั่วหน้าประชากร

ธ โห่ร้องเยี่ยงคนย่ำองุ่น                                    ชาวโลกว้าวุ่นต่างสังหรณ์

จะได้ยินเสียง ธ ทรงพร                                     พระเดชกระฉ่อนทั้งธาตรี

พระสุรเสียงลั่นไปปลายพิภพ                          โลกสยบมืดพยับอับราศี

เพราะว่า ธ ทรงมีคดี                                            กับมนุษยชาตินี้มิเว้นใคร

ธ จะพิพากษาประมวลพร้อม                            หมดทางออมชอมและแก้ไข

ทรงประหารคนชั่วให้บรรลัย                           พระเจ้าตรัสไว้ฉะนี้แล

 

บทที่ 26  (กาพย์ยานี)                                                                                                                         ๑๗-๑๘

                หลังจากนั้นผู้ปกครองบางคนก็ยืนขึ้นประกาศแก่ประชาชนที่มาชุมนุมกันว่า เมื่อเฮเซคียาห์เป็นกษัตริย์ประเทศยูดาห์ ผู้เผยพระวจนะมีคาห์ชาวเมืองโมเรเชทก็ประกาศแก่ประชาชนว่า พระเจ้าทรงฤทธิ์ตรัสดังนี้ว่า

                ศิโยนจะถูกไถ                    ราบทลายสุดสายตา
ยลเยือนเหมือนทุ่งนา                         น่าประหลาดอนาถใจ
เมืองหลวงปวงตึกราม                        ดูแล้วหวามวาบฤทัย
ดุจถิ่นกองหินใหญ่                             วิหารหายกลายวนา

 

บทที่ 30 พระเจ้าทรงสัญญาแก่ประชากรของพระองค์

                พระเจ้าตรัสถึงอิสราเอลและยูดาห์ว่า  (กาพย์ฉบัง)                                                      ๔-๑๒

                เรายินเสียงร้องระงม        อย่างแสนขื่นขม

หวาดภัยไร้ซึ่งสุขสันต์

                หยุดคิดสักนิดฉับพลัน       บุรุษฤามีครรภ์

ชายปลอดคลอดบุตรได้ไฉน

                แต่นี่มีเรื่องอันใด                 เราเห็นใครใคร

กุมท้องปวดร้องหน้าเซียว

                วันหนึ่งจักถึงนั่นเทียว        มันน่าหวาดเสียว

หาไหนไม่เทียบเปรียบปาน

                เชื่อสายยาโคบทรมาน        นับเป็นเวลา

ก่นทุกข์ระทมตรมใจ

                แต่เขาจะรอดปลอดภัย        จักมิบรรลัย

ชีวิตดำรงคงทน

                พระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์ตรัสว่า เมื่อถึงวันนั้นเราจะหักแอกออกจากคอของเขา และปลดโซ่ให้เขา และเขาจะไม่เป็นทาสของชนต่างชาติอีกต่อไป เขาจะกลับมาปรนนิบัติเราซึ่งเป็นพระเจ้าของเขา และของดาวิด ซึ่งเราตั้งให้เป็นกษัตริย์ของพวกเขา  (กาพย์ฉบัง)

                เชื้อวงศ์ของยาโคบเอ๋ย                     อย่ากลัวไปเลย

เจ้าผู้เป็นคนของเรา

                ชนชาติอิสราเอลอย่าเขลา                  หวาดหวั่นสั่นเทา

เราจะช่วยให้เสรี

                พ้นจากเป็นทาสทาสี                           พ้นหมู่ไพรี

ต่างด้าวเขตแคว้นแดนไกล

                จะกลับคืนถิ่นสุกใส                            อยู่อย่างเจริญใจ

ปลอดภัยไร้ผู้บีฑา

                เราจะมาช่วยอารักขา                           ให้รอดชีวา

ทำลายล้างชาติศัตรู

                ที่ทำให้เจ้าอดสู                                    แล้วจะเชิดชู

เจ้าไว้มิให้วอดวาย

                และเราไม่มีมุ่งหมาย                           ถึงขั้นทำลาย

เพียงแต่ลงโทษเที่ยงธรรม

                เราผู้พระเจ้าจอมสวรรค์                     กล่าวคำจำนรรจ์

ฝากไว้ให้เจ้ารำพึง

 

พระเจ้าตรัสแก่พลไพร่ของพระองค์ว่า  (กลอนบทละคร)                                                        ๑๒-๑๗

                บาดแผลเจ้านั้นฉกรรจ์นัก               สุดจักเยียวยารักษาหาย

ไม่มีผู้ใดมาเยี่ยมกราย                                          หรือช่วยให้หายหมดวังจริง

คนรักนั้นเล่าลืมเจ้าแล้ว                                      ไม่มีวี่แววมาสุงสิง

เจ้าจักไร้รักที่พักพิง                                             สูญหมดทุกสิ่งแต่นี้ไป

เราโจมตีเจ้าเอาให้อยู่                                          เหมือนเป็นศัตรูสิ้นสงสัย

โทษเจ้ารุนแรงนี่กระไร                                     บาปของเจ้าไซร้มากมายครัน

อย่าบ่นร่ำไรเรื่องบาดแผล                                 หมดหนทางแก้สุดแปรผัน

บาดแผลสาหัสฉกาจฉกรรจ์                              จึงไม่มีอันจะเยียวยา

ที่เราลงโทษเจ้าเช่นนี้                                         เพราะเจ้าอัปรีย์ยิ่งนักหนา

บาปเจ้าเทียบเท่าบรรพตา                                   สุดที่คณนาประมวลมี

คนที่กินเจ้าเป็นฉันใด                                        ต้องถูกกินไปตามวิถี

ศัตรูเจ้าก็ถูกโจมตี                                                 ไพรีกวาดต้อนเป็นเชลย

คนที่ทรยศกดขี่เจ้า                                               บาปสนองแก่เขาดังเฉลย

คนปล้นเจ้าไซร้ไม่ช้าเลย                                   ถูกปล้นอย่างเคยก็กลกัน

เราจะรักษาเจ้าให้ฟื้น                                         กลับคืนสุขภาพเกษมสันต์

แม้ว่าศัตรูคู่ประจัญ                                              กล่าวขวัญดูหมิ่นและนินทา

ศิโยนถูกขจัดตัดทิ้งไป                                      ทั้งไม่มีใครปรารถนา

เราคือพระเจ้ากล่าวสัจจา                                    ให้เจ้านำพาเพ่งพิจารณ์

 

                พระเจ้าตรัสว่า (กลอนบทละคร)                                                                                      ๑๘-๒๒

                เราจะนำพลคนของเรา     กลับคืนสู่เหย้าประเทศฐาน

และจะเมตตาประชาบาล                   ทุกบ้านครอบครัวโดยทั่วกัน

เยรูซาเล็มนคร ธ                                  จะรับบูรณะจนเฉิดฉัน

ปราสาทราชวังทุกสิ่งอัน                    จักรับซ่อมสรรค์อย่างโสภา

ผู้คนที่นั่นจะบรรเลง                           ร้องเพลงสรรเสริญด้วยหรรษา

เขาจะตะโกนก้องพารา                      ยินดีปรีดาเริงโลดใจ

เพราะเราอวยพรให้จำรูญ                  พลเมืองเพิ่มพูนอสงไขย

พรล้ำนำเกียรติขจรไกล                      ไพร่ฟ้าหน้าใสทุกผู้คน

เราจักจรรโลงประเทศชาติ                กลับเรืองอำนาจประสิทธิ์ผล

ดั่งเช่นก่อนกาลเพิ่งผ่านพ้น              ดำรงคงทนคู่เสรี

เราจะลงทัณฑ์ขั้นอุกฤษฏิ์                  แก่ผู้ทำผิดหมิ่นศักดิ์ศรี

ข่มเหงเขาได้ไล่ราวี                             ทุกคนเหล่านี้มิพ้นทัณฑ์

ทั้งผู้ปกครองผองเจ้านาย                   สัญชาติเดียวหมายเหมือนเสกสรร

ชาติเจ้าเช่นเขาเผ่าพงศ์พันธุ์             จึงไม่มีวันจะห่างไกล

เมื่อเราเชิญเขาจะใกล้ชิด                   ไมตรีสนิทสิ้นสงสัย

หากเรามิได้เชิญเขาไซร้                     ก็ไม่มีใครกล้าเข้ามา

เขาจะเป็นคนของเราแท้                    เราแน่พระเจ้าของเขาหนา

เราคือพระเจ้ากล่าวสัจจา                    คำมั่นสัญญาฉะนี้แล

 

บทที่ 31

(กาพย์ฉบัง)          พระเจ้าตรัสว่า                                                                                                      ๗-๙

                จงชื่นรื่นเริงเต็มที่              ร้องเพลงยินดี

เพื่อชาติอิสราเอลโอฬาร

                ซึ่งเป็นชาติใหญ่ไพศาล     ชาติใดไม่ปาน

ประเสริฐเลิศล้ำจำเริญ

                จงพร้อมร้องเพลงสรรเสริญ   ทรงนำเราเดิน

ไปสู่ความรอดปลอดภัย

                ทกคนไม่มีตักษัย                  เพราะทรงอวยชัย

ทรงช่วยด้วยพระเดชา

                เราจะนำเขาอารักขา            จากเหนือไคลคลา

รวบรวมจากสุดโลกี

                คนบอดคนง่อยพลอยหนี     ร่วมทางจรลี

พร้อมทั้งสตรีมีครรภ์

                กลับมาสู่ชิมหันต์                 ผู้คนเนืองอนันต์

ต่างเศร้าสลดระทดใจ

                คนของเราล้วนเลื่อมใส      อธิษฐานพิไร

เมื่อเรานำเขากลับมา

                เราจะปกปักรักษา                พาเขาลีลา

ไปยังท่าน้ำลำธาร

                ให้เขาเดินบนทางขนาน    เรียบราวแผ่นกระดาน

เพื่อไม่สะดุดหยุดลง

                และเราก็มีประสงค์             เป็นดุจปิตุรงค์

ของปวงประชาอิสราเอล

                โดยเอฟราอิมแสนเข็ญ       ซึ่งก็เปรียบเป็น

บุตรคนหัวปีฉะนี้แล

 

                พระเจ้าตรัสว่า (กาพย์สุรางคนางค์)                                                                                ๑๐-๑๔

                ชาติทั้งหลายเอ๋ย                จงอย่าละเลย         ฟังเราแถลงไข

เราคือพระเจ้า       บอกเล่ากล่าวไว้   ให้เจ้านำไป          ประกาศโฆษณา

                ทั่วฝั่งทะเลไกล    เพื่อเขาเข้าใจ        หมดข้อกังขา

เราให้อิสราเอล    ทุกข์เข็ญนานา     ย่อยยับอัปรา         กระจัดกระจาย

                บัดนี้ตัวเรา            จะช่วยพวกเขา     พ้นความเสียหาย

รวบรวมด้วยกัน    สัมพันธ์บ่คลาย    ด้วยความมุ่งหมาย                รักสามัคคี

                เราจะบริการ         เป็นเช่นชุมพาบาล              ตระหนักศักดิ์ศรี

ดูแลกะตน             ให้พ้นราคี             ปกป้องไพรี          สวัสดีทั่วกัน

                เราปลดปล่อยชาติ                อิสราเอลสามารถ ประสบสุขสันต์

กลับมีเสรี              พ้นบีฑาทัณฑ์      ชาติมหาอำนาจนั้น             ก็ไร้อิทธิพล

                เขาจะพากัน          ปรีดิ์เปรมเกษมสันต์            อย่างโกลาหล

ณ ศิโยนบรรพต   ปรากฏฝูงชน        ทั่วทั้งมณฑล         ร้องเพลงยินดี

                เขาจะปลื้มใจ        สิ่งที่เราให้            สุกใสราศี

คือข้าวเหล้าองุ่น  พระคุณมากมี       เครื่องเลี้ยงชีวี       อีกทั้งน้ำมัน

                แกะและฝูงสัตว์   พรั่งพร้อมสารพัด                ซึ่งเราจัดสรรค์

เขาเปรียบอุทยาน ชื่นบานครามครัน               ชุ่มชื้นคืนวัน        น้ำรดเนืองนอง

                จักสิ้นทุกข์โศก     ไร้สรรพโรค         ศัตรูทั้งผอง

มีแต่รื่นรมย์           เพราะสมใจปอง                  พร้อมญาติพี่น้อง                 เผ่าพงศ์วงศ์วาน

                หญิงสาวทั้งหลาย                ต่างจะเยื้องกราย  รำร่ายสนุกสนาน

ชายหนุ่มและแก่  ไม่แพ้ชื่นบาน      สมัครสมาน          ยินดีปรีดา

                เราจะเปลี่ยนเขา   จากทุกข์โศกเศร้า กลับเกษมหรรษา

ทั้งจะประทาน     อาหารโอชา          แก่เหล่าพฤฒา      ผู้รับใช้ทั้งปวง

                และให้ข้าวของ    ทรัพย์สินเงินทอง                ฆราวาสพ้นพวง

แก่ผู้ขัดสน            ยากจนเข็ญใจ       เราคือพระเจ้าไซร้               กล่าวไว้ฉะนี้แล

 

พระเจ้าทรงเมตตาชาติอิสราเอล

                พระเจ้าตรัสว่า (กลอนบทละคร)                                                                                      ๑๕-๒๒

                จะได้ยินเสียงสะอื้นไห้                    ขมขื่นหทัยยิ่งนักหนา

ราเชนพิไรในรามา                                             เพราะว่าสูญเสียบุตรของตน

ปลอบโยนเท่าไรเธอไม่ฟัง                                ใครจะหยุดยั้งไม่เป็นผล

เหมือนไฟร้อนรุมสุกกมล                                  สุดที่จะทนระทมใจ

                เราคือพระเจ้ากล่าวดังนี้                     เจ้าจะโศกีไปถึงไหน

จงอย่าครวญคร่ำร่ำพิไร                                      เร่งรีบเร็วไวเช็ดน้ำตา

ทั้งหมดที่เจ้ากระทำถูก                                       เพื่อเห็นแก่ลูกเสน่หา

เขาไม่ไปลับจะกลับมา                                        ได้รับเหรียญตราและรางวัล

เจ้ายังมีหวังในภายหน้า                                     ลูกกลับเคหาไม่บิดผัน

จากเขตประเทศศัตรูนั้น                                     อีกไม่นานวันจักยินดี

เราได้ยินชาวอิสราเอล                                        คร่ำครวญระเวนทั่ววิถี

ข้าแต่พระเจ้าจอมเมาลี                                        พระผู้เป็นที่เปรมฤทัย

ชาวเราเปรียบเป็นเช่นโคถึก                             ดื้อคึกตังตึงดึงไม่ไหว

แต่ว่าพระองค์ผู้ทรงชัย                                       ฝึกสอนเราไซร้ให้เชื่อฟัง

เราพร้อมกลับมาหาพระองค์                             ตามเจตจำนงที่มุ่งหวัง

ขอทรงนำเราเข้ามายัง                                         พระเจ้าสมดังปณิธาน

ซึ่งเราละทิ้งพระองค์ไป                                     มิช้าก็ใคร่สมัครสมาน

กลับมาหาองค์พระภูบาล                                   หลังจากพ้นผ่านทรงลงทัณฑ์

เราเดินคอตกด้วยอกไหม้                                   ก้มหน้าทุกข์ใจไร้สุขสันต์

อับอายขายหน้าเฝ้าจาบัล                                    ครั้งทำบาปนั้นยังหนุ่มคะนอง

โอ้ว่าประชาอิสราเอล                                         เจ้าเป็นลูกรักกว่าทั้งผอง

เอ่ยชื่อเจ้าครั้งใดใจเราพอง                               นิยมสมปองและเมตตา

จงทำเครื่องหมายในทางเก่า                              สะดวกแก่เจ้าเมื่อคืนหา

อิสราเอลเอ๋ยจงกลับมา                                       สู่เหย้าเคหากำเนิดตน

เจ้าลังเลใจไร้สัจจะ                                              นานเท่าใดนะจะเป็นผล

เราสร้างสิ่งใหม่ให้แยบยล                                เหมือนเปลี่ยนผู้คนหญิงเป็นชาย

 

                ยามพ่อกินผลองุ่นเปรี้ยว                    และลูกต้องเสียวซ่ากระสัน                               ๒๙

คะนึงทีเด็ดชวนเข็ดฟัน                                     ที่เป็นเช่นนั้นก็ธรรมดา

                ผู้ที่กินองุ่นเปรี้ยวก็จะต้องเป็นผู้เข็ดฟัน ทุกคนจะต้องตายเพราะบาปของตน

 

                พระเจ้าบัญชาประกาศิต                    ให้ดวงอาทิตย์แสงเฉิดฉัน                                 ๓๕-๓๗

ลอยล่องส่องสว่างกลางวัน                                ดาวและดวงจันทร์ในราตรี

ทรงกวนทะเลเกิดคลื่นลม                                  เสียงลั่นปานถล่มทั่ววิถี

พระนามพระเจ้าจอมเมาลี                                 คือพระภูมีผู้ทรงฤทธิไกร

                พระเจ้าทรงสัญญาฉะนี้                     อิสราเอลจักมีทุกสมัย

เป็นชาติดำรงตลอดไป                                       เพียงกฎวินัยแห่งโลกา

ถ้าวัดท้องฟ้าได้เมื่อใด                                        พบฐานโลกได้เมื่อใดหนา

ธ จึงจะไม่ทรงนำพา                                           อิสราเอลชาติพินาศพลัน

เพราะการกระทำของเขาสิ้น                             เป็นเครื่องถวิลไม่ผิดผัน

พระเจ้ากล่าวไว้เป็นสำคัญ                                 ให้เขายึดมั่นทรงสัญญา

 

บทที่ 33

(กาพย์สุรางคนางค์)

                ขอขอบพระคุณ    พระเจ้าองค์อดุล  ทรงฤทธิ์เดชา                                                       ๑๑

พระดีครบครัน     รักมั่นอัตรา           ดำรงคู่หล้า            เป็นนิตย์รันดร์

 

บทที่ 38

                ยอดพระสหาย     ของพระฤาสาย    องค์ขัตติยา                                                            ๒๒

นำองค์ราชัน        ผิดผันมรรคา         ซ้ำยังขู่ฆ่า              จะปลงพระชนม์

                บัดนี้พระบาท       กษัตราธิราช         จมโคลนเป็นผล

พระสหายหนีลับ                 ไม่กลับมายล         ทิ้งกษัตริย์ให้ทน                  ท่วมทุกข์เวทนา

 

บทที่ 46  อียิปต์แพ้ที่เมืองคารเคมิช

(กลอนบทละคร)                                                                                                                                 ๓-๑๒

                นายทหารอียิปต์ตะโกนว่า เตรียมโล่ศาสตราให้พร้อมสรรพ

เดินทัพจู่โจมโหมโรมรัน                                   บุกบั่นรณรงค์ทำสงคราม

จงผูกอานม้าโดดขึ้นขี่                                         ฝึกยุทธวิธีชาญสนาม

ลับหอกให้ขาวคมวาวงาม                                  เป็นที่ครั่นคร้ามแก่ไพรี

สวมเกราะอยู่ยงคงกะพัน                                  ด้วยความเชื่อมั่นทุกวิถี

สวมหมวกเหล็กกล้ามุ่งราวี                                ประจำหน้าที่โดยทั่วกัน

                แต่แล้วเราเห็นอะไรเล่า                 พระเจ้าตรัสถามกะทันหัน

ข้าทูลตอบชัดในบัดนั้น                                      พวกเขาพากันหันกลับไป

ล้วนแต่หวาดกลัวจนตัวสั่น                               ชุลมุนหุนหันอยู่หวั่นไหว

ถูกโจมตีพ่ายในทันใด                                        วิ่งลี้หนีภัยเพียงสิ้นปราณ

คนที่วิ่งเร็วกลับไม่พ้น                                        ล้มกลิ้งเกลื่อนกล่นเหล่าทหาร

ฝั่งเหนือแม่น้ำนามสคราญ                                ยูเฟรติสสถานอนาถครัน

ใครเล่าจำเริญทุกสมัย                                       เหมือนแม่น้ำไนล์ไหลกลับผัน

จนน้ำเอ่อปริ่มริมฝั่งนั้น                                      เป็นข้ออัศจรรย์นั่นนะใคร

ก็อียิปต์นะซิจะใครเล่า                                     รุ่งเรืองเทียมเท่าสายน้ำไหล

ดังน้ำเอ่อฝั่งแม่น้ำไนล์                                       ข้อนี้ใครใครรู้จักดี

                อียิปต์กล่าวว่า ข้าจะใหญ่                 และคลุมโลกไว้สมศักดิ์ศรี

ทำลายนคราทุกธานี                                            กับทุกชีวีชาวพารา

จงสั่งพลม้าและรถรบ                                         ออกวิ่งสมทบอย่างแน่นหนา

สั่งพวกพลโล่เร่งยาตรา                                      จากสองนคราพร้อมพร้อมกัน

คือจากเมืองเอธิโอเปีย                                        อีกทั้งลิบเบียที่แข็งขัน

สั่งทหารขมังธนูนั้น                                            จากลิเดียพลันในบัดดล

                วันนี้พระองค์ผู้ทรงฤทธิ์                    จะปราบคนผิดประสิทธิ์ผล

พระเจ้าไม่เข้ากับทรชน                                      วันนี้ทุกคนจะเห็นกัน

ดาบก็จะดื่มเลือดพวกเขา                                    จนอิ่มตราบเท่าหมดแรงผัน

ฝั่งเหนือยูเฟรติสแม่น้ำนั้น                                บาดเจ็บฉกรรจ์เกลื่อนกล่นไป

ชนชาวอียิปต์จะมิช้า                                           รีบไปหายามาแก้ไข

ที่กิเลอาดเมืองใกล้ใกล้                                       แต่ช่วยไม่ได้ด้วยหยูกยา

ก็เห็นอยู่แล้วป่วยการไป                                     ไม่มียาใดจะรักษา

เจ้าจะทนทุกข์ทรมา                                             รอคอยจนกว่าจะขาดใจ

แล้วชาติทั้งหลายจะเล่าลือ                                 พวกเจ้าเสียชื่อถึงไหนไหน

เสียงเจ้าร้องไห้ดังไปไกล                                  ใครใครได้ยินสิ้นทุกคน

มีเรื่องน่าอายระบายเล่า                                      ในหมู่พวกเจ้ายามสับสน

คนหลังสุดุดคนอยู่ต้น                                        เลยล้มสองคนจึงได้อาย

 

กษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์จะมา

                พระเจ้ารับสั่งแก่ข้าพเจ้าเมื่อกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ กษัตริย์ประเทศบาบิโลน ยกมาโจมตีประเทศอียิปต์  (กาพย์สุรางคนางค์)                                                                                                   ๑๔-๒๔

                เจ้าจงรีบไป         ประกาศข่าวใหญ่                ภายในพารา

อียิปต์ประเทศ      ทั่วเขตอาณา          เช่นเป็นต้นว่า      ในเมืองมิกดล

                เมมฟิสพิเศษ         และทาปาเหส      ในทุกแห่งหน

จงเตรีมพร้อมไว้ สู้ภัยประจญ          พวกเจ้ามิพ้น         ตายในสงคราม

                เทวรูปอาปิส         ที่เจ้าบูชิต               เชิญสถิตแบกหาม

เหตุไฉนล้มเล่า     พระเจ้าก่อความ   ผลักล้มลงคว่ำ       มิใช่อื่นใด

                ทหารของเจ้า        สะดุดกันเข้า         ล้มลงลื่นไถล

ต่างพูดกันว่า         เร็วมาไวไว          หนีคมดาบไป       กลับบ้านเรือนตน

                ให้ตั้งสมญา          อียิปต์ราชา            เสียใหม่อีกหน

เจ้าคนขี้โม้           อวดโอ่ล้นพ้น       เพลี่ยงพล้ำจำนน                 พลาดโอกาสทอง

                เราเป็นชีวิต           ทรงมหิทธิฤทธิ์    จอมกษัตริย์ทั้งผอง

มั่นคงแกรงกล้า    ใครมาประลอง    ผู้นั้นก็ต้อง            มีพลังเทียมทัน

                มั่นคงดังเช่น        หอคอยตั้งเด่น      บนยอดเขานั่น

ชื่อเขาทาโมร์        เหมือนโชว์ประชัน             จัดอยู่ในขั้น          เหนือเขาทั้งปวง

                ดั่งยอดภูเขา          เปรียบเหมือนโคสาว          อะคร้าวชวนสน

ฝูงเหลือบอดอยาก               มาจากเมืองบน     กัดสูบเลือดจน      ซูบเซียวสิ้นงาม

                ทหารแนวหน้า    อียิปต์จ้างมา          ไม่กล้าแกร่งสราม

เป็นเหมือนลูกวัว                 ขลาดกลัวทุกยาม  ไม่ฟังเสียงห้าม    หนีกระเจิงไป

                ไม่ยืนหยัดสู้          เพียงพบศัตรู         ถึงเหลือกาฬไหล

จักเจอจุดจบ          ประสบปราชัย     ไม่ต้องสงสัย         วันนั้นจะมา

                กองทัพศัตรู          มาถึงโจมจู่             อียิปต์หวาดผวา

พลางส่งเสียงร้อง                กึกก้องโกลา         วิ่งหนีเข้าป่า          เหมือนงูเลื้อยไป

                ศัตรูกล้าหาญ        โจมตีด้วยขวาน    สะท้านหวั่นไหว

ด้วยท่าโลดโผน                    เหมือนโค่นต้นไม้               ล้มลงทันใด          เกลื่นพื้นธรณี

                ศัตรูมากครัน         เหมือนฝูงจักจั่น   สุดกั้นทุกวิถี

ทำลายไร่นา          แม้ป่าพงพี             ไม่กี่นาที                ราบดังหน้ากลอง

                อียิปต์ประชา        อับอายขายหน้า    พาราทั้งผอง

เพราะพ่ายพวกเหนือ          ยามเมื่อยึดครอง   เราพระเจ้าปอง    กล่าวไว้ให้จำ

                เราคือพระเจ้า       พูดดังนี้แหละ

 

พระเจ้าจะทรงช่วยพลไพร่ของพระองค์

                ชาวอิสราเอลเอ๋ย                อย่ากลัวไปเลย      เจ้าคนของเรา                                       ๒๗-๒๘

เรานี้แหละนะ      ที่จะช่วยเจ้า           ให้พ้นจากเหล่า   ศัตรูหมู่พาล

                ซึ่งเจ้าตกไป          เป็นเชลยแดนไกล               พลัดพรากจากสถาน

เราจะนำพา           มิช้ามินาน             ให้เจ้ากลับบ้าน    เกษมสุขทุกคน

                เจ้าจะปลอดภัย     ไม่มีผู้ใด ทำให้สับสน

จักไร้หวาดผวา     เวทนาทุกข์ทน     เราช่วยเจ้าพ้น      จากทาสเป็นไท

                ที่เราให้เจ้า            ไปเป็นทาสเขา     ไม่ว่าชาติไหน

ทุกชาตินั่นแหละ                 ก็จะประลัย           เพระเราทำให้      ย่อยยับอัปรา

                ถึงแม้ว่าเรา            ไม่ทำลายเจ้า         ผู้บุตรเสน่หา

จะมิให้กราย         ลอยชายยาตรา      หากแต่ทว่า           ลงโทษเที่ยงธรรม

                เราคือพระเจ้า       กล่าวไว้เป็นเค้า    เพื่อเจ้าเกษมสันต์

อนาคตใกล้           จักได้เจอกัน          เจ้าจักเชื่อมั่น        เคร่งครัดศรัทธา

 

บทที่ 47  พระเจ้าตรัสถึงประเทศฟิลิสเตีย (กลอนบทละคร)

                ดูแนะ น้ำเหนือจะไหลบ่า                 ท่วมแผ่นพสุธาที่อาศัย

น้ำหลากรากเชี่ยวเป็นเกลียวไป                        ทุกสิ่งประลัยชั่วพริบตา

ท่วมเมืองต่างต่างทั้งทวยราษฎร์                       ควรที่น่าอนาถยิ่งนักหนา

ปวงชนร้องขอกรุณา                                           เมตตาช่วยเหลือเอื้อเฟื้อกัน

ทุกคนหม่นหมองเฝ้าร้องไห้                             ขมขื่นพิไรกำสรดศัลย์

ภัยจากธรรมชาติอุบาทว์ครัน                             พิษร้ายสองชั้นก็พลันมี

พวกเขายินเสียงฝีเท้าม้า                                     กระทบพื้นมาลั่นวิถี

เสียงล้อรถศึกของไพรี                                        ผู้คนวิ่งหนีกระเจิงไป

พวกผู้เป็นพ่อไม่รอรั้ง                                         ไม่ทันหันหลังกล่าวปราศรัย

เพื่อช่วยลูกตนให้พ้นภัย                                    เพราะแขนตกไหล่ติดกายตน

                ครั้นถึงเวลาที่ทำลาย                         ฟิลิสเตียเสียหายทุกแห่งหน

ตัดขาดจากเมืองแหล่งชุมชน                            ไทระเป็นต้นและไซดอน

ขาดความช่วยเหลือทั้งหลายสิ้น                       สมกับมลทินและบทสอน

เราคือพระเจ้าประชากร                                     จะไม่อวยพรพวกคนพาล

จะทำลายชาวฟิลิสเตีย                                        ให้เขาเสื่อเสียทุกสถาน

กับชาวเกาะครีตสมุทรธาร                                 มาร่วมก่อการปลุกระดม

ให้ชาวกาซาระทมใจ                                          อัชเคโลนไซร้ได้ขื่นขม

ต้องเงียบงันอยู่สู้ตรอมตรม                                ฟิลิสเตียทุกข์ระทมนานเท่าใด

พวกเจ้าจักต้องโห่ร้องว่า                                    ดาบฟ้าจะตะบึงไปถึงไหน

จะบั่นฟาดฟันนานเท่าใด                                  กลับเข้าฝักไปเถิดพ่อคุณ

แต่จะให้ดาบเฉยไฉน                                         ในเมื่อวิสัยดาบพ่อขุน

มีงานฆ่าฟันบั่นเป็นจุล                                       ทำให้มันวุ่นอยู่เรื่อยมา

เราสั่งพลดาบเข้าโจมตี                                       อัชเคโลนธานีทุกทิศา

กับผู้ที่อยู่ฝั่งธารา                                                  ทะเลเบื้องหน้าอย่าปรานี

 

บทที่ 48  โมอับพินาศ

                พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ตรัสถึงชาวโมอับ ดังนี้

                น่าเวทนาประชาเนโบแท้                ต้องพ่ายแพ้ข้าศึกที่ฮึกหาย                 ๑-๙

เมืองใหญ่น้อยย่อยยับอัประมาณ                      ข้าศึกผลาญเกลื่อนกลาดพินาศไป

คีริยาธาอิมได้ชิมรส                                             เศร้ากำสรดทั่วหน้าน้ำตาไหล

ถูกยึดครองหมองช้ำระกำใจ                             สุดวิสัยเจ้าของจะป้องกัน

ป้อมปราการตระหง่านอันลือชื่อ                      ข้าศึกรื้อเรี่ยราดไม่คาดฝัน

ซ้ำอับอายขายหน้ายิงจาบัลย์                              ทั่วเขตขันธ์สารพัดอุบัติมี

ชาติโมอับดับดิ้นสิ้นพยศ                                   เคยปรากฏรุ่งเรืองประเทืองศรี

ข้าศึกยึดเฮชโบนปล้นธานี                                บดขยี้ล้างชาติอังอาจกิน

เมืองมัดเมนเงียบเสยงเพียงคนหลับ                ถูกกองทัพสาดซัดไม่ขัดเขิน

ชาวโฮโรนาอิมปริ่มยับเยิน                                ยามเผชิญศัตรูร้องอู้ไป

ตะโกนว่า ใจจะขาดพินาศแล้ว                     เห็นมิแคล้วแตกหักขั้นตักษัย

ชาวโมอับทั่วหน้าปราชัย                                   เด็กผู้ใหญ่ลูกแดงร้อนแข่งระงม

เสียงกำสรวลครวญคร่ำตามถนน                     ทุกแห่งหนดาษดื่นก่นขื่นขม

เมืองลูฮีทชิดโฮโรนาอิมตรม                             ต่างระทมด่วนหนีหลบลี้ภัย

เขาร้องว่า อย่าช้า ให้วิ่งหนี                             ขืนช้าทีตายแน่สุดแก้ไข

เร็วเหมือนลาป่าเตลิดเปิดเปิงไป                       แม้อยู่ในทะเลทรายรอดตายพลัน

โมอับเอ๋ยเจ้าเคยถวิลหวัง                                   หยิ่งพลังกายและทรัพย์กลับเหมือนฝัน

ข้าศึกกล้ามาพิชิตหมดฤทธิ์ครัน                        ทุกสิ่งอันสูญสลดรันทดใจ

พระเคโมชของเจ้าต้องเร่าร้อน                         ถูกกวาดต้อนทั่วหน้าไม่ปราศรัย

พวกเจ้านายสมณะจะบรรลัย                             เขาริบไปพร้อมกันในทันที

จักมิมีธานีที่พ้นปลอด                                         คือวายวอดทั่วหน้าสิ้นราศี

ทั้งแหล่งราบหุบเขาเนาคีรี                                เรื่องราวนี้พระเจ้ากล่าวแสดง

ตั้งศิลามาสลักปักหลุมศพ                                  ด้วยจะพบมรณะดังแถลง

ไม่นานโขโมอับดับพอแรง                                นาจะแล้งเมืองจะร้างว่างผู้คน

เพราะปรักหักพังทั้งประเทศ                            ทุกคามเขตย่อยยับยิ่งสับสน

ไร้ผู้มาอาศัยไม่น่ายล                                           ทั้งมณฑลดุจป่าพนาลัย

 

                “ชาวโมอับนับว่าน่าอนาถ                 ทำเก่งกาจศักดาอวดกล้าหาญ                            ๑๔-๒๐

อ้างศักดิ์ศรีวีรชนพ้นประมาณ                          เป็นทหารยิ่งยวดอวดทำไม

โมอับกับเมืองขึ้นอันดื่นดาษ                             จะถึงฆาตปลดปลงอย่าสงสัย

หนุ่มฉกรรจ์หาญหักมากเท่าใด                        จักบรรลัยทั้งหมดกำสรดมาน

เราพระเจ้าจอมกษัตริย์ขัตติเยศ                         ทรงฤทธิ์เดชเจ้าฟ้ามหาศาล

กล่าวบอกไว้ให้จำตามแผนการณ์                     มิช้านานปรากฏทุกบทตอน

อวสานของเจ้าเหล่าโมอับ                                 คราวย่อยยับภินท์พังไร้สังหรณ์

จะเกิดภัยพิบัติดัสกร                                           ถล่มนครอย่างหนรักปรักหักพัง

จงร่ำไห้แก่บรรดาประชาชาติ                           ป่าวประกาศซ้ายขวาทั้งหน้าหลัง

บอกให้เขาเข้าใจเล่าให้ฟัง                                เจ้าเมืองครั้งเก่ายุคปลดทุกคน

เมืองที่เคยรุ่งเรืองเฟื่องอำนาจ                          ดับอนาถสิ้นชื่อระบือผล

นับแต่นี้สืบไปไม่ได้ยล                                       ด้วยผู้คนอาศัยนั้นไม่มี

พวกผู้ใหญ่ในเมืองดีโบนนั่น                           อย่ากระสันศักดินาบ้าศักดิ์ศรี

เร่งถ่อมตนทนทุกข์คลุกธุลี                                ให้เป็นที่นับถือเลื่องลือชา

ผู้ทำลายโมอับใช่ลับลี้                                         อยู่ที่นี่เร่งเตลิดเปิดเถิดหนา

ทิ้งปราการโมอับไปลับตา                                  ข้าศึกมาตีแตกจึงแหลกราน

พวกถัดไปในเมืองอารโรเอร์                            คอยชะเง้อริมทางบ้างร้องขาน

ถามเรื่องราวข่าวด่วนทวนพยาน                      วิ่งหนีพล่านเรื่องไรพูดให้ดัง

เขาตอบว่า โมอับ ย่อยยับหมด                         น่าสลดน่าอายคลายความหวัง

จงบอกเล่าชาวแม่น้ำอารโนนฟัง                     โมอับพังเด็ดขาดพินาศจริง

 

บทที่ 50  กรุงบาบิโลนตกเป็นเชลย

                นี่เป็นพระดำรัสสั่งข้าพเจ้าถึงกรุงบาบิโลนกับชาวเมืองว่า  (กลอนแปด)                ๑-๒

                “จงเร่งไปไขข่าวป่าวประกาศ           แก่ทุกชาติให้รู้กระทู้ขาน

แจ้งรหัสอาณัติและสัญญาณ                             ให้เป็นการเด็ดขาดประกาศไป

บาบิโลนกรุงไกรแตกพ่ายแล้ว                          คงไม่แคล้วโทษหนักขั้นตักษัย

แม้แต่พระเมโรดักจักบรรลัย                             ต้องหวั่นไหวได้รับความอับอาย

ด้วยล้วนแล้วปฏิมาน่ารังเกียจ                           ถูกเขาเหยียดเหยียบย่ำทำเสียหาย

เทวรูปบาบิโลนโค่นทำลาย                               ทั้งเจ็บอายทั่วหน้าประชาชน

                พระเจ้ารับสั่งว่า                                                                                                                   ๓๕-๓๘

                บาบิโลนอาณาประชาผอง               ผู้ปกครองและปราชญ์อนาถหนา

จะพากันดับดิ้นสิ้นชีวา                                      ทั้งพาราน่าสลดระทดใจ

ประกาศอัปรีย์ที่พูดปด                                        ทรยศอุดมการณ์กล่าวขานไข

ช่างโง่เขลาเมามัวชั่วกระไร                               จะตายไปมั่นคงอย่าสงกา

พวกทหารพันหมื่นที่ตื่นทัพ                              ก็จักดับแดดิ้นสิ้นสังขาร

ทำลายสิ่งกีดขวางเครื่องพรางตา                      ทำลายม้ารถรบที่พบพาน

ฝ่ายทหารรับจ้างช่างเขลาขลาด                        แถมบังอาจทุจริตคิดวิตถาร

ปล้นสะดมสมบัติจัดเป็นพาล                            เที่ยวระรานอุบาทว์วินาศกร

เกิดความแล้งทั่วไปในประเทศ                         เช่นอาเพศยกมาอุทาหรณ์

ทุกสายน้ำลำธารย่านลำคลอง                           ขาดน้ำนองเพราะแล้งทุกแห่งไป

บาบิโลนปฏิมาน่ารังเกียจ                                  พากันเบียดบ้าเรารพสบสมัย

จึงพบเหตุเพศพาลอันประลัย                           มิมีใครรอดพ้นสักคนเดียว

                จะมีทัพโยธามหาอำนาจ  อธิราชอุดรนครขันธ์                                           ๔๑-๔๓

เหล่ากษัตริย์นักรบสมทบกัน                             โดยพร้อมสรรพ รณรงค์เตรียมสงคราม

ล้วนเหี้ยมหาญชาญศึกเหิมฮึกกล้า                   ไร้เมตตาฆ่าเข่นเจนสนาม

จากเมืองเหนือเหลือรับนับเนื่องตาม               แลล้นหลามทั่วแคว้นเต็มแผ่นดิน

พลธนูคู่กับดาบวาบวับ                                       กรีธาทัพเรียงรายดังสายสินธุ์

เสียงควบม้าแต่ไกลยามได้ยิน                            ชวนถวิลทะเลบ้าซู่ซ่าคะนอง

มุ่งขยี้บาบิโลนโค่นประเทศ                              คือต้นเหตุเวทนาน่าสยอง

บาบิโลนราชันหวั่นประลอง                            ให้ขัดข้องเคืองขัดหัทยา

พระหัตถ์เปลี้ยเพลียพระทัยไม่มีสุข                 ระทมทุกข์ยิ่งนักสุดรักษา

เหมือนหญิงยามคลอดบุตรสุทรมา                   อนิจจาน่าตำหนิบาบิโลน

 

บทที่ 51

บทเพลงสรรเสริญพระเจ้า  (กลอนบทละคร)                                                                              ๑๕-๑๙

                พระเจ้าทรงนิมิจด้วยฤทธี                  สร้างแผ่นธรณีที่อาศัย

เนรมิตโลกนี้ศรีวิไล                                            สำเร็จได้ด้วยพระปรีชา

ทรงกางท้องฟ้าสุดหล้าแหล่ง                           อัศจรรย์แจ่มแจ้งยิ่งนักหนา

ทรงตรัสเรียกน้ำจากนภา                                   ฝนตกลงมาฟ้าคะนอง

ทรงนำเมฆมาจากปลายโลก                              ชุ่มโชกชีพชนม์ผลสนอง

ธ แผลงฤทธาเกิดฟ้าร้อง                                    ฟ้าแลบกึกก้องเมื่อฝนมา

ทรงนำลมพรากจากพระคลัง                            ลมให้พลังทั่วทิศา

แม้เห็นโลกลักษณ์ประจักษ์ตา                          ไยคนจึงกล้าคิดผิดไป

ผิดถนัดนมัสการปฏิมา                                       ล้วนแต่นำพาให้หลงใหล

ทั้งเสื่อมศักดิ์ศรีนี่กระไร                                    โง่ใหญ่ขาดสติขาดพิจารณ์

ช่างปั้นโลหะแทนพระเจ้าแท้                           ก็เห็นมีแต่น่าสงสาร

ทำให้ผิดหวังทุกประการ                                   เพระไม่ภิบาลไร้ชีวี

ที่แท้ควรแก่การเหยียบหยาม                             ไร้ค่าทุกยามทุกวิถี

จักถูกทำลายเป็นธุลี                                             เมื่อพระทรงศรีเสด็จมา

พระเจ้าของท่านยาโคบหรือ                             ทรงคือสุดยอดแห่งปรารถนา

ทรงสร้างสรรพสิ่งในโลกา                               ธ ทรงฤทธาทุกประการ

ธ ทรงเลือกชาติอิสราเอล                                   ให้เป็นพลไพร่ใจกล้าหาญ

และทรงพระนามปรีชาญาณ                            มหิทธิฤทธิ์สะท้านทั่วฟ้าดิน

 

                พระเจ้ารับสั่งว่า (กลอนแปด)                                                                                           ๒๐-๒๓

                บาบิโลนขึ้นชื่อลือกระฉ่อน            เจ้าเป็นค้อนของเราตามเป้าหมาย

เป็นอาวุธยุทธการด้านทำลาย                            ข้าศึกพ่ายย่อยยับและอัปรา

เราใช้เจ้าบดขยี้ไม่มีสร่าง                                   ชาติต่างต่างกลัวกันทั้งนั้นหนา

เราทุบม้าทั้งคนบนอาชา                                    ทุบทั่วหน้ารถรบชุดครบคน

ฆ่าหญิงชายทุกวัยไม่ไว้หน้า                             สักแต่ว่ากำจัดไม่ขัดสน                                      (ตรวจสอบ)

เด็กชราฆ่าดะประชาชน                                    หนีไม่พ้นปัจจาเที่ยวฆ่าฟัน

คนเลี้ยงแกะและฝูงชุมพาด้วย                          ก็ต้องม้วยชีวาจำอาสัญ

กสิกรทั้งม้าไถนานั้น                                          ตายเหมือนกันทั้งหมดสลดใจ

ผู้ปกครองบ้านเมืองเรืองอำนาจ                       ตายอนาถสุดแจ้งแถลงไข

ข้าราชการทุกระดับย่อยยับไป                           ผู้ยิ่งใหญ่ชีวิตต้องปลิดปลง            

                กษัตริย์ของนคราบาบิโลน                 จะตัดโค่นกรุงไกรมิให้เหลือ                            ๓๔-๓๕

เยรูซาเล็มมิตรถูกกรีดเนื้อ                                  เพื่อนเฉือนเถือเคี้ยวกินหมดสิ้นไป

ดุจเทเหยือกจนคว่ำน้ำไม่หยด                           ก็เพราะหมดอุทกจะตกไหล

บ้านเมืองร้างว่างเปล่าสุดเศร้าใจ                      เหมือนสิงห์ไพรขย้ำกินสิ้นพารา

ปล้นสิ่งดีทิ้งที่ไม่ประสงค์                                  ตามจำนงมุ่งมั่นเพียงหรรษา

ปล่อยให้ชาวศิโยนโพนทะนา                          พวกชั่วช้าบาบิโลนมาโค่นเรา

ทำทารุณขุ่นแค้นแสนสาหัส                             ให้กรรมซัดคืนสนองเป็นของเขา

ปล่อยให้ชาวพาราพูดว่าเอา                              ชิพวกเจ้าบาบิโลนโจรสงคราม

ช่างก่อกรรมทำเข็ญเป็นที่สุด                            เดนมนุษย์ใจบาปทั้งหยาบหยาม

ผลบาปผิดติดเจ้าเป็นเงาตาม                              ให้ขาดความสุขสันต์นิรัดนร์เทอญ

                พระเจ้าตรัสว่า                                                                                                                      ๕๔-๕๘

                เสียงร่ำไห้ทั่วไปในประเทศ            ด้วยนิเวศเวียงวังพังสลาย

บาบิโลนถล่มล่มทำลาย                                      ฟังมิวายกำสรดสลดมาน

คือเรานี้บดขยี้บาบิโลน                                       ให้ล้มโค่นเงียบเสียงสำเนียงขาน

ทัพข้าศึกฮึกบุกยามรุกราน                                 ดุจคลื่นธารตีฟองคะนองมา

เสียงโห่ร้องก้องกึกพิลึกลั่น                              ทำลายขวัญปรปักษ์ยิ่งนักหนา

โจมตีใหญ่ไล่ล้างทั้งพารา                                  ปวงประชาอื้ออิงคะนึงไป

เขาทำลายบาบิโลนโค่นอำนาจ                         โดยใช้มาตรสงครามตามวิสัย

เหล่าทหารถูกจับโดยฉับไว                               หักเสียได้คันธนูทุกผู้คน

เราพระเจ้าเอาโทษคนโฉดชั่ว                           คนเมามัวกักขฬะอกุศล

บาบิโลนนี่ไซร้จักได้ยล                                      สาสมผลกรรมสนองมาพ้องพาน

จะทำให้ผู้ที่มีอำนาจ                                            ทั้งนักปราชญ์ข้าหลวงปวงทหาร

ต่างมึนเมาเคล้าสุขทุกประการ                          หลับเนิ่นนานไม่ฟื้นคืนนิทรา

เราผู้เป็นพระเจ้ากล่าวดังนี้                                เป็นเครื่องชี้ฤทธิรงค์องค์นาถา

กำแพงหนาบาบิโลนนั่นมิช้า                            ชั่วพริบตาหายวัยไปฉับไว

ประตูเมืองสูงใหญ่ถูกไฟเผา                             มันน่าเศร้าโดยแท้สักแค่ไหน

ชาตินิยมสร้างสมมาแต่ไร                                  เป็นเหยื่อไฟไร้ค่าเพราะราคิน

เราผู้เป็นพระเจ้ากล่าวฉะนี้                               ไว้เป็นที่จูงจิตคิดถวิล

เราผู้ทรงฤทธาเป็นอาจิณ                                   เจ้าฟ้าดินบอกให้ใส่ใจจำ