พระธรรม บทเพลงคร่ำครวญ (เยเรมีย์กำสรวล)

บทที่ 1 กรุงเยรูซาเล็มระทมทุกข์

                เยรูซาเล็มนี้หนาคราครั้งหนึ่ง           เคยงามซึ้งประทับใจยิ่งในหล้า

โลกกล่าวขวัญยกย่องซ้องศรัทธา                     รวมประชาเต็มนครไม่ร้อนรน

มาบัดนี้อ้างว้างช่างหมองเศร้า                          ต้องเปลี่ยวเปล่าดุจหญิงหม้ายมิคลายหม่น

เมืองใหญ่ถูกทิ้งขว้างร้างผู้คน                          เศร้าเหลือทนตนพรั่งรินหลั่งไหล

                นางคร่ำครวญตลอดคืนฝืนอุรา         ถวินหาน้ำตาพรั่งรินหลั่งไหล

เหลียวหาผู้เคยภักดิ์รักห่วงใย                            ไม่มีใครหลงเหลือเพื่อปลอบนาง

พันธมิตรทรยศกบฏนัก                                      ทำหาญหักย่ำยีไม่มีสร่าง

โอ้สหายกลายหาเรื่องเคืองระคาง                    กลับเมินหมางต่างเป็นเช่นศัตรู

                น่าสงสารชาวยูดาห์คราลำบาก         ต้องถูกพรากจากประเทศเขตที่อยู่

ไปต่างแดนไร้ที่ดินสิ้นเอ็นดู                             ไม่มีผู้ช่วยเหลือเพื่อหนีทัน

                พระวิหารอันศักดิ์สิทธิ์อนิจจา          ไร้คนมานมัสการผ่านเลยนั่น

นักร้องสาวร้าวระทมตรมทั่วกัน                       ผู้รับใช้นั้นชอกช้ำต่างคร่ำครวญ

ประตูเมืองเปิดกว้างร้างผู้คน                             เคยเดินวนผ่านออกเข้าเขารีบด่วน

โอ้ศิโยนนครใหญ่กว่าใครมวล                         บัดนี้ล้วนทุกข์เศร้าเหงาอุรา

                ศัตรูของเยรูซาเล็มเต็มด้วยชัย            ยึดนางไว้ในอำนาจฉกาจกล้า

ธ ให้นางทุกข์เพราะบาปหยาบนานา              เขาแย่งพาลูกพรากไปจากตน

                เยรูซาเล็มเคยเรืองรุ่งสมกรุงใหญ่    กลับกลายไปเป็นความหลังทั้งหมองหม่น

ผู้นำเขตประเทศเปรียบกวางอับจน                  เที่ยววิ่งหนีนายพรานชำนาญไพร

จนเรี่ยวแรงหายหดแทบหมดสิ้น                     เหลียวหาถิ่นทุ่งกว้างอยู่ทางไหน

ไม่พานพบทุ่งหญ้าพาอ่อนใจ                           แรงถอยไปจักหากินสิ้นพลัง

                คิดถึงกรุงครั้งโบราณเมื่อกาลก่อน     คะนึงย้อนเคยรุ่งเรืองประเทืองหวัง

มาบัดนี้เหลือซากปรักล้มหักพัง                        ไม่จีรังเหมือนเก่าสุดเศร้าตรม

นางตกในมือศัตรูอยู่บัดนี้                                  และไม่มีใครช่วยนางอย่างเหมาะสม

ผู้พิชิตเย้ยหยันปั้นคารม                                     พูดทับถมที่แพ้พ่ายปราชัยครัน

                เกียรติยศสิ้นสลายกลายทุกอย่าง       นางเหลือร่างเปลือยเปล่าเขาหยามหยัน

ซ่อนหน้าอายครวญคร่ำร้องรำพัน                   ชั่วมหันต์เยรูซาเล็มบาปเต็มเมือง

                ความโสโครกของนางแจ้งสำแดงทั่ว  นางไม่กลัวชะตากรรมซ้ำก่อเรื่อง

นางพินาศยับเยินเกินขุ่นเคือง                          ใครปลดเปลื้องปลอบได้นั้นไม่มี

ปวงศัตรูชนะนางอย่างเด็ดขาด                         นางมิอาจป้องกันต้องหันหนี

นางทูลขอบรมไท้ให้ปรานี                                พร่ำวจีวอนพระองค์ทรงเมตตา

                ศัตรูปล้นสมบัตินางทุกอย่างสิ้น       ริบทรัพย์สินสูญพลันเคยสรรหา

นางเห็นเขาเข้าวิหารสถานบูชา                       ชาตินานาทรงห้ามเขาอย่าเข้าไป

                ชาวเมืองคร่ำครวญหาคราหิวจัด       เอาสมบัติแลกมาพอหาได้

เขาร้องว่า ข้าแต่องค์พระทรงชัย                    โปรดเห็นในความลำบากยากทุกข์ทน

                นางร้องบอกคนทั้งนั้น ดูฉันซี        ไม่เคยมีใครช้ำเท่าฉันเศร้าหม่น

พระเจ้าทรงพิโรธกล้าพาร้อนรน                     ร้าวกมลเจ็บยิ่งกว่าสิ่งทั้งปวง

                ธ บันดาลให้มีไฟเผาใจฉัน                วางกับพลันพิชิตฉันติดบ่วง

ทรงทอดทิ้งฉันไว้ให้ร้าวทรวง                         ทุกข์หนักหน่วงหมองหม่นเกินทนทาน

                ทรงจดบาปผูกไว้ใส่แขวนคอ            เมื่อยจริงหนอฉันหนักเกินจักต้าน

ทรงมอบฉันให้ศัตรูผู้รุกราน                             ฉันซมซานหมดที่พักพำนักพิง

                พระเจ้าเยาะทหารฉันพลันยกทัพ    ล้างผลาญจับชายฉกรรจ์สำคัญยิ่ง

บดขยี้ทหารเก่งเร่งเร็วจริง                                 เหมือนค้นทิ้งองุ่นเคล้าทำเหล้าครัน

                ด้วยเหตุนี้ฉันพร่ำร่ำร้องไห้               ไม่มีใครปลอดจิตคิดไหวหวั่น

ปวงข้าศึกชนะเราเขาฟาดฟัน                           ชาวเมืองนั้นสูญสิ่งมวลถ้วนที่มี

                ฉันขอความช่วยเหลือใครไร้คนช่วย  เอื้ออำนวยฉันได้หรือไรนี่

ธ ระดมศึกทุกด้านรานราวี                                 ทำเช่นนี้ดุจฉันยิ่งสิ่งโสมม

                ทรงเที่ยงธรรมแต่ฉันไม่ฟังเลย         ฟังฉันเผยเถิดชนมวลล้วนเหมาะสม

ชายหญิงถูกต้อนไปใจระทม                             ฉันขื่นขมปวดร้าวเศร้าดวงใจ

                ฉันขอให้พันธมิตรคิดช่วยเหลือ       เขาไม่เอื้อเฟื้อช่วยอำนวยให้

ผู้รับใช้ผู้นำวายตายเกลื่อนไป                           ที่รอดได้แสวงหาอาหารกิน

                ขอพระเจ้าทอดพระเนตรสังเกตข้า  ตรมอุราเพราะบาปนี้ไม่มีสิ้น

ตามถนนฟันฆ่าเป็นอาจิณ                                 จบชีวินแม้ในบ้านก็พาลตาย

                ขอสดับฟังคำข้าคร่ำครวญ ไ            ร้คนชวนปลอบอารมณ์ให้ตรมหาย

ทรงให้ข้าหายนะล้มละลาย                               ศัตรูร้านดีใจหาใดเทียม

ขอให้วันที่พระองค์ทรงสัญญา                        หมุนเวียนมาถึงเสียทีจะดีเยี่ยม

บันดาลให้พวกศัตรูรู้จักเจียม                             รับความเหี้ยมทรมาเหมือนข้าครัน

                โปรดลงโทษเขาทั้งมวลให้ถ้วนทั่ว  ที่ทำชั่วกลั้วบาปหยาบมหันต์

เช่นกับข้าที่พระองค์เคยลงทัณฑ์                     ข้าโศกศัลย์ครวญคร่ำระกำใจ
 

บทที่ 2 พระเจ้าทรงลงโทษกรุงเยรูซาเล็ม

                นครศิโยน มืดทั่วไปไท้บันดาล         ทรงจัดการเพราะพิโรธโกรธนักหนา

เคยเจริญรุ่งเรืองดุจเมืองฟ้า                               กลับร้างราพังลงทรงให้เป็น

ในยามเมื่อพระองค์ทรงกริ้วนั้น                       ทรงเบือนผันพระพักตร์ไปไม่อยากเห็น

แม้วิหารสถานบูชา ธ บำเพ็ญ                            ทรงละเว้นทิ้งไปไม่เหลียวมอง

                ทุกหมู่บ้านทั่วไปในยูดาห์                 ไม่เมตตาทรงล้างผลาญรานทั้งแผง

รื้อปราการกั้นแดนดินสิ้นเป็นกอง                  ผู้ปกครอง อาณาจักรเมินพักตร์อาย

                อิสราเอลสูญพลังทั้งหมดไป             เพราะจอมไท้ให้เป็นเช่นทรงหมาย

ไม่ยอมช่วยเมื่อศัตรูจู่มากราย                             เหมือนเพลิงร้ายทรงผลาญพล่าคราโกรธเรา

                พระองค์ทรงเล็งธนูสู่เราพลัน          จ้องประจัญเช่นศัตรูผู้เป็นเป้า

ประหารผู้เราภูมิใจไล่ฆ่าเอา                             อยู่บ้านเนาก็ซึ้งในไท้โกรธา

                ทรงทำลายประชาอิสราเอล               เหมือนดังเช่นศัตรูร้ายทำลายฆ่า

ป้อมปราการพระราชวังพังลงมา                      ชาวยูดาห์ไม่สิ้นโศกวิโยคครวญ

                พระวิหารสูงส่งทรงทำลาย               ให้วอดวายสูญสิ้นเป็นชิ้นส่วน                       

ทรงทำให้ประชาชนคนทั้งมวล                       ต้องเรรวนเปลี่ยนไปไม่มั่นคง

เขาเลิกถือวันสำคัญอันศักดิ์สิทธิ์                      ไม่เคยคิดถึงวันนั้นพลันลืมหลง

ผู้รับใช้ กษัตริย์รู้อยู่โดยตรง                               พิโรธองค์ทรงเดชาทั่วหน้าไป

                พระเจ้าทิ้งแท่นบูชาพระวิหาร         ศัตรูผลาญกำแพงลงทงยอมให้

ศัตรูโห่ร้องยินดีเมื่อมีชัย                                    ณ ที่ในเราสักการมานเปรมปรีดิ์

                พระเป็นเจ้าตั้งพระทัยให้กำแพง     ที่เข้มแข็งแห่งศิโยนโค่นจากที่

พังแค่ไหนทรงวัดไว้ได้รู้ดี                                 หอคอยบี้กำแพงล้มจมทลาย

                ประตูเมืองล้มกระจายคล้ายเศษอิฐ  กรงเหล็กปิดหักเป็นท่อนกร่อนสลาย

พวกขุนนางและกษัตริย์กระจัดกระจาย          ถูก้อนย้ายไปเมืองอื่นขมขื่นครัน

ไร้ผู้สอนแนะนำธรรมบัญญัติ                           ให้รู้ชัดถ้อยคำเพื่อจำมั่น

ผู้ประกาศพระวาจาทั่วหน้ากัน                         นิมิตอันเลิศจากไท้ไม่มีเลย

                ชายชราเยรูซาเล็มเต็มด้วยเศร้า         นั่งเงียบเหงากับพื้นฝืนนิ่งเฉย

สวมผ้าหยาบหัวโรยฝุ่นวุ่นดังเคย                     สาวไม่เงยก้มดูพื้นขมขื่นตรม

                ระกำจิตนัยน์ตาช้ำเพราะร่ำไห้         หมดแรงใจชนร่วมชาติพินาศล่ม

ทั้งทารก เด็กน้อยพลอยเป็นลม                         ต่างนอนล้มตามถนนหม่นใจจริง

                เขาวอนแม่ด้วยน้ำตาครากระหาย  หิวมากมายเดินถนนจนล้มกลิ้ง

คล้ายบาดเจ็บแล้วตายลงคงถูกทิ้ง                     วายชีพนิ่งเงียบสงบซบมารดา

                โอ้เยรูซาเล็มเอ๋ยข้าเคยรัก                   ตัวข้าจักพูดปลอบใจอย่างไรหนา

ไม่เคยมีใครรับทุกข์รุกอุรา                                 ทรมาเท่านี้ฤดีครวญ

                ความพินาศเสียหายมลายครัน           ของเจ้านั้นไร้ขอบเขตเหตุผลถ้วน

เหมือนสมุทรลึกล้ำเกินคำนวณ                        ความหวังมวลสิ้นไปไม่เหลือรอย

                ผู้ประกาศโอวาทพร่ำมุสา                  เทศนาลวงปิดบาปผิดพล่อย

เขานำเจ้าเดินทางผิดจิตเลื่อนลาย                     โอกาสน้อยจักกลับใจคงไม่มี

                เยรูซาเล็มเหลือซากพังครั้งเดินผ่าน  ชนประจานเย้นหยันกันอึงมี่

นี่นะหรือเมืองสวยงาม หยามวจี                   “คงเป็นที่ภาคภูมิใจหรือไรกัน

                ศัตรูมองเย้ยเยาะเพราะเกลียดหน้า  ยิ้มหยันว่า เมื่องนี้เราเฝ้าคอยบั่น

ทำลายด้วยตนเองเร่งฟาดฟัน                          ถึงวารนั้นเราคอยท่ามาเนิ่นนาน

                พระเจ้าทรงลงทัณฑ์ท่านขู่ไว้           ทรงเตือนใจจะทำลายหมายล้างผลาญ

ให้ศัตรูมีชัยไท้จัดการ                                         เขาชื่นบานที่เราพลาดพินาศลง

                อนิจจาเยรูซาเล็มเต็มด้วยหมอง         กำแพงผองทูลร่ำไห้ไท้สูงส่ง

น้ำตาไหลเหมือนสายน้ำช้ำยืนยง                    คืนวันคงทุกข์ทนเหนื่อยอยู่เรื่อยไป

                ตลอดคืนเฝ้าทูลขอต่อพระเจ้า           วิงวอนเฝ้าขอเมตตาปรานีให้

ต่อบุตรองค์ข้าเผยเอ่ยความใน                          ลูกหลานไซร้อดตายที่สีแยกนา

                ขอทรงดูผู้ที่องค์ทรงทรมาน              หญิงซมซานกินซากลูกที่ถูกฆ่า

ปุโรหิตผู้ประกาศพระวาจา                               สิ้นชีวาในวิหารผลาญวอดวาย

                หนุ่มสาวและคนชราถูกฆ่าฟัน         ศัตรูบั่นชีวินสิ้นสลาย

ธ ประหารไม่เมตตาพล่าทำลาย                        ยามกริ้วหมายพิฆาตลงทรงย่ำยี

                ให้ศัตรูตีทุกด้านต่อต้านข้า                เหมือนเชิญมากินเลี้ยงกันสรรค์สุขี

วันทรงกริ้วหนีไม่ทันหวั่นฤดี                           ลูกรักที่เลี้ยงดูมาเขาฆ่าฟัน

 

บทที่ 3 โทษทัณฑ์ การกลับใจ และความหวัง

                ข้ารู้ว่าทรงลงทัณฑ์อันหนักหนา      ขับไล่ข้าสู่มืดมิดสนิททั่ว

ทรงโบยข้าไร้ปรานีข้านี้กลัว                             เลือดโทรมตัวกระดูกแหลกแตกทั้งกาย

ทรงจองจำข้าไว้ที่ในคุก                                     ให้รับทุกข์ร้าวมานรานสลาย

บังคับข้าตกในห้วงบ่วงความตาย                     อันเลวร้ายมืดคล้ำดำทั่วไป

                ทรงล่ามรวนก่อกำแพงเข็งแรงล้อม  ข้าจำยอมหนีไม่พ้นทนหวั่นไหว

ร้องให้ช่วยกำแพงขวางพรางเสียงไว้             ข้าอ่อนใจถูกคุมขังหวังมืดมน

                พระองค์จ้องคอยทีเหมือนหมีโซ     คล้ายสิงโตจ้องตะปบหลบไม่พ้น

ไล่ฉีกข้าเยินแล้วทิ้งยิ่งเหลือทน                        ข้าผจญเป็นเป้าอยู่ธนูยิง

                พระองค์ทรงยิงธนูจู่โจมมา               ฝังเนื้อข้าลึกลงไปปวดใหญ่ยิ่ง

ชนหยามข้าตลอดวันหวั่นใจจริง                      ข้าเป็นสิ่งตลกไซร้ให้เขามอง

ทรงบังคับให้ข้าดื่มยาขม                                    ฝืนใจข่มอาหารขื่นให้กลืนผอง

เอาหน้าข้าไถดินสิ้นลำพอง                              จับโขกต้องหินพลันฟันหักไป

ข้าลืมว่าสุขภาพดีมีความสุข                               ไร้ความทุกข์สงบเย็นเป็นไฉน

ข้าจะอยู่ไม่นานเนาอีกเท่าไร                             หวังมีไว้ต่อพระองค์สิ้นลงพลัน

                คิดถึงความร้าวใจไร้บ้านเรือน          เป็นเสมือนยาพิษฤทธิ์ขมนั่น

ที่มาแห่งความรันทดหดหู่ครัน                         นึกสิ่งนั้นก็ยังหวังอีกครา

                ความเมตตาความรักไท้ไม่สิ้นสูญ     กลับเพิ่มพูนใหม่เหมือนเช้าเข้าเยือนหล้า

แน่นอนเหมือนตะวันส่องแสงทองมา            ข้าศรัทธาบรมไท้หวังในองค์

                พระเจ้าดีต่อหมู่ผู้วางใจ                      อดทนไว้ให้ทรงช่วยอวยประสงค์

เราต้องหัดอดทนจนมั่นคง                                ตั้งจิตจงแต่เรายังเยาว์วัย

                เมื่อเราทุกข์ทรมานนานมากน้อย      เราควรคอยสงบจิตวินิจฉัย

ไม่ควรบ่นอาจมีหวังดังหทัย                              แม้ทุกข์ภัยถูกโบยเกลียดเหยียดก็ยอม

                ทรงเมตตาตลอดไปไม่ทิ้งขว้าง       ต้องเศร้าบ้างมิเป็นไรจงใจถ่อม

แต่ทรงรักเรามากไซร้พระทัยพร้อม                ไม่ทรงยอมให้เศร้าปวดร้าวทรวง

                พระเจ้าทราบเมื่อใจเราเศร้าระกำ     ถูกจองจำช้ำใจไท้ทรงห่วง

ทรงทราบดีในจิตชนคนทั้งปวง                       พวกเขาหวงสิทธิ์ ธ ประทานเรา

เขาบิดเบือนคดีที่ในศาล                                     ให้เหตุการณ์เปลี่ยนไปพาใจเศร้า

ไม่ให้ความยุติธรรมซ้ำลวงเอา                          พระเป็นเจ้าสูงส่งทรงทราบดี

                ทุกสิ่งเป็นตามประสงค์ขององค์ไท้  ดีชั่วได้เกิดเพราะองค์ทรงตรัสชี้

เหตุใดเราบ่นว่าพร่ำพาที                                   เมื่อเรานี้ถูกทัณฑ์สาปเพราะบาปตัว

                จงสำรวจทางชีวิตพิจารณา                แล้วกลับมาหาพระองค์จงทิ้งชั่ว

ความในใจทูลพระเจ้าเลิกเมามัว                       อย่าหวั่นกลัวเร่งเผยเอ่ยวาจา

เราทำบาปหยาบช้ากล้าผิดกฎ                         และกบฏต่อพระเจ้าเนาในหล้า

โอ้ข้าแต่พระองค์ทรงศักดา                               ไม่เมตตาทรงโปรดยกโทษทัณฑ์

                พระองค์ไล่ประหารข้าคราลงโทษ  พระพิโรธบังเมตตาน่าหวาดหวั่น

ทรงกริ้วดุจเมฆหนาบังตาครัน                          คำทูลนั้นไม่ผ่านต้านเมฆไป

ทรงทำให้เราเป็นเช่นขยะ                                 ดูเกะกะทั่วโลกนี้ที่ยิ่งใหญ่

                ถูกศัตรูดูหมิ่นสิ้นแรงใจ                     เย้ยไยไพหยามเหยียดด้วยเกลียดชัง

เราตกในอันตรายมิวายหวั่น                              ต้องประจัญความพินาศขาดความหวัง

น้ำตานองมองประชาข้าภินท์พัง                     ไม่จีรังย่อยยับดับดับมลาย

                ธารน้ำไหลคล้ายน้ำตาข้ารินหลั่ง     จนกระทั่งทอดพระเนตรสังเกตหมาย

ข้าโศกเศร้าถึงนครห่อนเว้นวาย                       ใจสลายแทบแตกแยกเป็นจุล

                ข้าตกในมือศัตรูผู้พิชิต                        เหมือนนกติดกับดักชักว้าวุ่น

ไร้สาเหตุที่ชังข้าทำทารุณ                                  ทุ่มข้าหมุนลงบ่อกลิ้งทิ้งทั้งเป็น

ใช้หินถมปากบ่อพอปกปิด                                น้ำท่วมปิดหัวไปให้ตื่นเต้น

ข้าคงตายไม่ช้าคราลำเค็ญ                                  ข้ามองเห็นรำไรใกล้เข้ามา

                พระเป็นเจ้าข้าพร่ำร่ำทูลขอ               จากก้นบ่อวอนไท้ให้ฟังข้า

พระองค์ทรงสดับรับวาจา                                  ทรงตอบว่าพวกเจ้าไซร้อย่าได้กลัว

                พระเป็นเจ้าเสด็จมารักษาจิต             ช่วยชีวิตข้าจนพ้นคนชั่ว

ทรงตัดสินเข้าข้างข้าพารอดตัว                         ทราบทราบทั่วคนผิดคิดรังแก

พระองค์ทราบว่าหมู่ศัตรูร้าย                             มุ่งทำลายด้วยชังนักประจักษ์แน่

ออกอุบายยอกย้อนซ้อนเปลี่ยนแปร                ทำร้ายแดดับดิ้นสิ้นลงไป

                พระองค์ยินพวกเขาเฝ้าดูหมิ่น          ทรงทราบสิ้นแผนการล้างผลาญใหญ่

ตลอดวันวางแผนพร่ำพูดร่ำไร                          ล้อเลียนให้ข้าช้ำเช้าค่ำตรม

                โปรดลงโทษที่เขาทำย่ำยีข้า               ทรงแช่งด่าให้สิ้นหวังทั้งขื่นขม

ขอขับไล่เขาไปใจโสมม                                     กวาดให้ล้มกลิ้งออกนอกโลกา

 

บทที่ 4  กรุงเยรูซาเล็มหลังกรุงแตก

                ทองประกายแสงเด่นแลเห็นทั่ว       กลับสลัวมัวไปไม่แจ่มจ้า

หินที่ก่อพระวิหารตระการตา                           ตกลงมาเกลื่อนถนนหล่นกระจาย

                ชายฉกรรจ์แห่งศิโยนไกลโพ้นนั้น  แสนสำคัญดุจทองคำล้ำค่าหลาย

บัดนี้ตีราคาน้อยพลอยเสียดาย                          มีความหมายเท่าหม้อดินสิ้นค่ามวล

                สุนัขป่าแค่นั้นยังพันผูก                     เฝ้าเลี้ยงลูกอ่อนของมันนั้นครบถ้วน

แต่คนโหดเช่นกระจอกเทศแปรปรวน           ร้ายเกินควรต่อลูกตนคนใจทราม

                เขาปล่อยให้ลูกหม่นทนกระหาย     ต้องอดตายวายชนม์ให้คนหยาม

ลูกวิงวอนขออาหารคลานติดตาม                     เขาเมินข้ามไม่สนใจจะให้กิน

                คนเคยลิ้มอาหารดีมีราคา                    สิ้นชีวาอดตายบนถนนสิ้น

ผู้เคยอยู่หรูหราเป็นอาจิณ                                  ต้องคุ้ยดินขยะหาอาหารครัน

                กรุงเยรูซาเล็มเต็มด้วยบาป                 ที่ร้ายหยาบกว่าโสโดมทรุดโทรมนั่น

ซึ่งพระเจ้าบันดาลให้ได้เห็นกัน                      เมืองแตกพลันพินาศอนาถใจ

                พวกนาศีร์ผุดผ่องไซร้ไร้มลทิน        แข็งแรงสิ้นล่ำสันผิวพรรณใส

ลาตายเกลื่อนคนไม่รู้คือผู้ใด                             หนังแห้งไปหน้าเขียวซีดเซียวจริง

                ผู้ที่ตายในสงครามยามรบสู้               ดีกว่าผู้ตายทีหลังภินท์พังยิ่ง

ต้องอดตายทีละน้อยคอยประวิง                       เพราะไร้สิ่งซึ่งกินได้หาไม่มี

                แม่ที่รักลูกมั่นเฝ้าพันผูก                     ต้องต้มลูกกินเนื้อเศร้าเหลือที่

ภัยพิบัติถึงเวลามาย่ำยี                                         กลืนชีวีพวกเขาไปไม่ยืนยง

                พระเป็นเจ้าเฝ้ากริ้วโกรธโกรธา       เขานักหนาไม่เลิกละ ธ ประสงค์

ทรงจุดไฟเผาศิโยนโค่นราบลง                        นครคงแหลกลาญผลาญวอดวาย

                ไม่มีใครแม้ผู้ครองผองชาติทั่ว          สำนึกตัวรู้ทันพลันคาดหมาย

ยอมเชื่อว่ากองทัพบุกรุกมากมาย                      เข้าทำลายเยรูซาเล็มเต็มทั้งเมือง

                แต่สิ่งนั้นเกิดขึ้นแล้วไม่แคล้วคลาด  ผู้ประกาศ ปุโรหิตกระทำเรื่อง

ก่อบาปให้พิสุทธิ์ชนไม่พ้นเคือง                      เหตุสืบเนื่องคนดีตายต้องวายปราณ

                เขางุ่มง่ามเกะกะตามถนน                 ดุจดังคนตาบอดพร่าหาทางผ่าน

เลือดโทรมกายไหลล้นทนทรมาน                   ใครไม่หาญจับต้องเพียงมองดู

                ประชาชนตะโกนไล่ ไปให้พ้น     เจ้าพวกคนโสโครกรกโลกอยู่

อย่าจับต้องตัวฉันนั้นอุ้มชู                                  จึงไร้ผู้รับรองต้องเที่ยวไป

                พระเจ้าใช้เขาไม่ได้ไปอีกนาน         ทรงบันดาลให้แยกแตกกันใหญ่

ไม่เห็นเป็นปุโรหิตหรือว่าใคร                          ไม่ยอมไว้ชีวิตแน่แม้ผู้นำ

                เราคอยความช่วยเหลือที่ไม่มีมา        อ่อนอุราคอยไม่ไหวได้แต่พร่ำ

เฝ้าคอยชาติช่วยไม่ได้โอ้ใจดำ                           เหลียวรอบซ้ำหาใครช่วยด้วยเถิดรา

                ศัตรูจ้องคอยทีอยู่มิคลาด                     เราไม่อาจเดินถนนคนตามล่า

วันของเราผ่านไปไม่คืนมา                                ถึงเวลาสุดท้ายอย่างกรายครัน

                เขาไล่เราเร็วจริงยิ่งกว่านก                 อินทรีผกโผนจากฟ้าเวหานั่น

สะกดรอยตามไปในเขาพลัน                            ซุ่มประจัญทะเลทรายทำร้ายเรา

                เขาจับผู้เราวางใจให้พิทักษ์               คอยปกปักพ้นพาลรุกรานเฝ้า

ซึ่งพระองค์ทรงเลือกสรรให้บรรเทา              ถูกจับเอาไว้เป็นเช่นเชลย

                ชาวเอโดม ชาวอูสนั้นพากันเยาะ     ต่างหัวเราะยินดีเถิดทำเปิดเผย

หายนะใกล้มาอย่าชื่นเชย                                  อายสุดเอยกายเปลือยเปล่าด้วยเมามาย

                กรุงศิโยนถูกลงโทษโหดเพราะบาป  ความร้ายหยาบผ่านพ้นจนสูญหาย

ส่วนเอโดม ธ ลงโทษโกรธมิคลาย                   คนทั้งหลายเห็นบาปไซร้ไท้เผยพลัน

 

บทที่ 5 ทูลขอให้เมตตา

                พระเป็นเจ้าขอทรงนึกระลึกว่า         เกิดปัญหาใดกับเราเฝ้าฉงน

ขอทรงทอดพระเนตรเราเหล่าปวงชน            โปรดทรงยลความอายขายหน้าเรา

                ทรัพย์สมบัติของเราเฝ้ายึดถือ            ตกในมือคนแลปกหน้าพาหมองเศร้า

คนต่างด้าวมาอาศัยใฝ่บรรเทา                           ในร่มเงาบ้านเราไซร้ไร้สุขครัน

                บิดาเราถูกศัตรูจู่ฆ่าตาย                       มารดาหม้ายระทมตรมโศกศัลย์

น้ำก็ต้องซื้อกินสิ้นแรงพลัน                              ฟืนทั้งนั้นต้องซื้อใช้ให้สิ้นเปลือง

                เราเหนื่อยเหมือนอูฐ ลา คราแบกหนัก  ไม่ได้พักเขาไม่ยอมพร้อมเอาเรื่อง

ต้องวอนขออาหารทานเนืองเนือง                   จากชาวเมืองอัสซีเรีย อียิปต์ชน

                บรรพบุรุษของเราเฝ้าทำบาป            ที่ร้ายหยาบแล้วล่วงลับดับทุกหน

เราต้องรับโทษทัณฑ์อันทุกข์ทน                      ใจมืดมนเพราะความบาปเขาทำมา

                เราถูกคนต่างชาติแค่ทาสเขา             ปกครองเราทั้งมวลควรขายหน้า

ไม่มีใครช่วยเราเฝ้านำพา                                   ให้ห่างตาพ้นมือเขาเพื่อเนานาน

                ตามชนบทนั้นอาจมีฆาตกร               เราต้องซ่อนเสียงชีวาหาอาหาร

ความหิวให้เป็นไข้ซมตรมดวงมาน                  เหลือทนทานตัวร้อนสุดดุจในเตา

                ภรรยาของเราเขาขืนใจ                      บนผาใหญ่ศิโยนเด่นเป็นเรื่องเศร้า

บ้านยูเดียมีบุตรสาวขาวพริ้งเพรา                     ถูกพวกเขาข่มขืนต้องฝืนตรม

                พวกหัวหน้าของเราเขาบังคับ           ต้องถูกจับแขวนคอท้อเหลือข่ม

เขาไม่นับถือผู้เฒ่าเรานิยม                                  ไม่ประณมคารวะเลิกละครัน

                ชายฉกรรจ์ถูกบังคับกำชับไว้            เป็นทาสใช้โม่แป้งเข้มแข็งมั่น

เด็กหนุ่มเราแบกฟืนยืนงงงัน                           ทรุดเซหันล้มลุกจนคลุกคลาน

                ชายชราเลิกนั่งอยู่ประตูเมือง            ดนตรีเครื่องหนุ่มสาวเว้นเล่นประสาน

ความสุขสิ้นหมดพรากจากดวงมาน                 ระทมผ่านแทนที่จะเริงระบำ

                สิ่งที่เราภูมิใจไม่เหลืออยู่                    ตัวเราผู้ทำบาปนั้นวันยังค่ำ

ต้องช้ำใจได้รับชะตากรรม                                น้ำตาร่ำบังเร้นไม่เห็นใด

                เขาศิโยนโดนทิ้งยิ่งอ้างว้าง               หมาในต่างผ่านซากพังทั้งวิ่งไล่

ธ สถิตนิจนิรันดร์ท่านจอมไท้                           ครอบครองไปจวบสิ้นกาลวารเวลา

                ไยพระองค์ทิ้งข้ามานานเนิน            ไม่สงสารรำลึกนึกถึงข้า

ขอพระองค์ทรงรับกลับคืนมา                           น้อมบูชาสักการองค์ทรงฤทธี

                ให้ทุกสิ่งเหมือนเช่นเป็นมานั้น       หรือแปรผันทรงทิ้งขว้างร้างหน่ายหนี

ตลอดไปหรือไรนะพระภูมี                               กริ้วเหลือที่ไม่สิ้นบ้างหรืออย่างไร