Testimony  คำพยานหนุนใจ

home   

 1 เธสะโลนิกา 5:11
เหตุฉะนั้นจงหนุนใจกันและต่างคนต่างจงก่อกันขึ้นตามอย่างที่ท่านกำลังทำอยู่นั้น

Welcome

ขอบคุณพระเจ้าที่ทรงช่วยเหลือหลาย ๆ คน  ให้พบคำตอบแห่งชีวิต   ด้วยคำพยานที่หลาก
หลาย จะช่วยให้ทุกท่านได้สัมผัสกับความรักจากพระเจ้าได้อย่างชัดเจน และด้วยเหตุนี้จึง
ขอเชิญชวนท่านผู้มีประสบการณ์การทรงช่วยจากพระเจ้า ส่งบทความเรียงความพยานของ
ท่าน เพื่อเป็นสื่อในการหนุนน้ำใจพี่น้องคริสเตียน และผู้สนใจได้มาก    ขอพระเจ้าทรงอำ-นวยพรมายังท่านที่มีความมุ่งหมายดี   เพื่อเสริมสร้างจิตวิญญาณซึ่งกันและกันในองค์พระเยซูคริสต์
                                                                   ส่งบทความคำพยานชีวิตของท่านมายัง
:
                                                      chapel1852@hotmail.com

ด้วยรักจากใจ : อ.ธีรพันธุ์ ศิริชัย
          เรื่องทั้งหมดที่จะเล่าให้พี่น้องฟังนั้น เป็นเรื่องที่ผมต้องบอกว่า “ขอบคุณพระเจ้าอย่างที่สุด เพราะพระองค์ไม่เคยทอดทิ้งเราเลยตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา จนถึงทุกวันนี้”   ผมมีเรื่องที่จะขอบพระคุณพระเจ้าอย่างมากมาย มีโอกาสเฉียดตายหลายครั้ง มีปัญหาที่ทำให้ท้อแท้ก็หลายหน แต่ทุกครั้งผมก็รอดมาได้ด้วยพระคุณจริง ๆ

เรื่องแรก อายุ 5 ขวบ

ขณะนั้นผมเรียนอยู่ในชั้นอนุบาลปีที่ 3 อายุประมาณ 5 ขวบ ซึ่งผมเองในทุกวันหลังเลิกเรียนจะต้องนั่งรถโรงเรียนกลับบ้าน แต่มีอยู่วันหนึ่ง ในขณะที่ผมกำลังนั่งรถกลับบ้านอยู่นั้น ได้มองออกไปนอกกระจก เห็นผู้คนมากมายต่างกำลังกุรีกุจอที่จะปิดบ้านกันใหญ่ ทั้ง ๆ ที่ยังไม่มืดค่ำ ที่เป็นเช่นนั้นเป็นเพราะว่า ขณะนั้นได้มีกลุ่มวัยฉกรรน์ (ฉะกัน) กลุ่มหนึ่งจากซอยสุขุมวิท 54 ได้ยกพวกมาถล่มกับกลุ่มคนในวัยเดียวกันในซอยสุขุมวิท 56 ส่งผลให้ตาสีตาสาที่ไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับใครต้องรีบเร่งปิดประตู ปิดหน้าต่างเพราะกลัวว่ากระสุน หรือสะเก็ดระเบิดจะโดนตัว และทำให้ได้รับบาดเจ็บ แต่ขอบคุณพระเจ้า ผมมีคุณแม่ที่ช่างใจดีเป็นที่สุด ประเสริฐสุด และเป็นคุณแม่ที่รักพระเจ้ามากที่สุดคนหนึ่ง คุณแม่ของผมได้เดินออกมาดักไว้ก่อนที่รถโรงเรียนจะมาถึงบ้าน เพราะเกรงว่าลูกชายคนสุดท้องจะเป็นอันตราย เพราะกว่ารถจะจอดให้เด็กนักเรียนลงไปทีละคนจนถึงบ้านของผมก็อีกไกลโข คุณแม่เรียกรถโรงเรียนให้จอด และให้ผมลงจากรถ และเดินด้วยความรีบเร่ง จนถึงบ้านอย่างปลอดภัย ขอบคุณพระเจ้าสำหรับคุณแม่ที่ผมประทับใจครับ

เรื่องที่สอง อายุ 10 ขวบ

เรื่องมีอยู่ว่าคุณพ่อมีความต้องการให้ลูกไปเรียนโรงเรียนที่สอนภาษาจีนกลางเป็นภาษาหลัก และเรียนภาษาไทยเป็นภาษารอง จึงได้ส่งลูกทั้งสองคนไปเรียนที่โรงเรียนคริสต์ธรรมวิทยา ตั้งแต่ชั้น ป.เตรียม–.6

ในครอบครัวของเรานั้นมีพ่อ แม่ และมีลูกชาย 2 คน ซึ่งขอบคุณพระเจ้า ผมมีพี่ชายที่เรียนเก่ง มีความมุ่งมานะสูงมาก ทุก ๆ วันตอนเช้าเราสองคนจะนั่งรถเมล์จากบางจากไปลงสะพานเหลือง หลายคนที่ไม่รู้จัก ก็คือเลยจากแยกสามย่านไป และป้ายที่ 2 ลงในปัจจุบันไงครับ แต่เมื่อก่อนมี 3 ป้ายรถเมล์ ดังนั้นคุณพ่อจะสอนว่า เมื่อมาถึงป้ายสามย่าน ให้นับเป็นป้ายที่ 1 และนับต่อไป จนถึงป้ายที่ 3 และลง คุณเชื่อไหม ผมหัดขึ้นรถเมล์กับพี่ตั้งแต่ผมอยู่ชั้น ป.เตรียม ส่วนพี่ชายอยู่ชั้น ป.1 แรก ๆ คุณพ่อจะขี่รถจักรยานยนตร์ มองดูเราสองคนอย่างไม่ขาดสาย ตั้งแต่ขึ้นรถสองแถวในซอย ลงที่ปากซอย เดินไปขึ้นรถเมล์ และขับตามรถเมล์คันที่เรานั่งไป จนเห็นว่าลูกทั้งสองคนถึงโรงเรียนโดยปลอดภัย คุณพ่อทำเช่นนี้ประมาณ 1 สัปดาห์ ทั้งขาไป และขากลับ เช่นเดียวกับขาไป ขากลับ เมื่อนักรถเมล์สาย 46 มาถึงป้ายสถานีดับเพลิงพระโขนงให้นับเป็นป้ายที่ 1 และลงในป้ายที่ 3 หรือ 4 ก็ได้ เพราะเดินไปที่ซอยบ้านระยะทางพอ ๆ กัน และนั่งรถสองแถวกลับเข้าบ้าน ซึ่งในขณะนั้นกระเป๋ารถยังไม่เก็บเงินเด็กในเครื่องแบบนักเรียน ไม่เหมือนสมัยนี้ เด็ก ป.5 .6 ขึ้นรถเมล์ก็ถูกกระเป๋ารถเมล์ใจร้ายเก็บเงินเสียแล้ว

เวลาผ่านไปหลายปี ขณะนั้นผมเรียนอยู่ชั้น .4 มื่อมีความคุ้นเคยกับเส้นทางแล้ว แน่นอนหละครับ คราวนี้ก็ต่างคนต่างไป ต่างคนต่างกลับได้เลยครับ แต่แล้วมีอยู่วันหนึ่ง ขณะที่ผมนั่งรถเมล์เพียงลำพังเพื่อไปเรียนหนังสือ เนื่องจากระยะทางการเดินทางไกลมาก ผมได้เอนกาย หลังพิงพนักพิง ศรีษะวางบนกระเป๋านักเรียน และเผลอหลับไป รถเมล์ได้วิ่งไปจนถึงสุดระยะทาง “รองเมือง” ซึ่งจริง ๆ แล้วใกล้กับโรงเรียนที่ผมไปเรียนมาก แต่เนื่องจากผมไม่เคยนั่งรถเลยโรงเรียน ดังนั้นเมื่อถึงสุดสายผมจึงไม่รู้ว่าตนเองนั้นอยู่ที่ไหน “หนู หนู ลงที่ไหน” เสียกระเป๋ารถเมล์บ่งบอกถึงความประหลาดใจดังอยู่ข้าง ๆ  ผมตกใจตื่น และ “เอ้า ลงได้แล้ว สุดสายแล้ว” ผมไม่ทันได้คิดอะไร ได้ยินว่าสุดสายแล้ว ลงได้แล้ว จึงเดินลง และรถเมล์ก็วิ่งจากไป ผมหยุดยืนมองดูรอบ ๆ เพื่อจะดูว่าถึงไหนแล้ว ผมไม่รู้จักสถานที่ซึ่งผมยืนอยู่ เวลาผ่านไปหลายนาที น้ำตาเริ่มคลอเบ้า และไหลล้นออกมานอกขอบตาอย่างช้า ๆ ในใจตอนนั้นนึกถึงคุณแม่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น …..

สักครู่หนึ่ง ได้มีลุงตำรวจคนหนึ่งขับรถจักรยานยนตร์ผ่านมา และเห็นผมกำลังยืนร้องไห้อยู่ “เป็นไร หนุ่ม มายืนร้องไห้อยู่ทำไม” เสียงลุงตำรวจใจดีดังขึ้น “ผมหลงทางครับ” “ไม่เป็นไร ไม่ต้องร้องแล้ว แล้วบ้านอยู่ไหนหละไอ้หนู” ขอบคุณพระเจ้าคุณแม่ผมอีกนั่นแหละครับ ท่านกำชับเราอยู่เสมอในเรื่องการจดจำที่อยู่บ้านเลขที่ ซอย ถนน ตามที่อยู่จ่าหน้าซองจดหมายเลยครับ พร้อมเบอร์โทรศัพท์ที่บ้าน ได้เป็นอย่างดี คำถามนี้จึงไม่ยากสำหรับผม “136/2 .สุขุมวิท ซอย 56 .บางจาก อ.พระโขนง ครับฮือๆ “ สิ้นประโยคคำตอบ  “เลิกร้องไห้ได้แล้ว จำไว้นะไอ้หนู ลูกผู้ชายจะเสียน้ำตาเฉพาะตอนพ่อแม่ หรือพี่น้องเสียเท่านั้น เกิดเป็นชายต้องอดทน และกล้าหาญ” ขอบคุณพระเจ้า คุณเชื่อไหม ประโยคนั้นทำให้เด็กขี้แงอย่างผม เลิกร้องไห้ไปเลยครับ และผมจดจำคำนั้นได้จนถึงทุกวันนี้ “เธอจำทางเข้าบ้านได้ใช่ไหม” ลุงตำรวจผู้แสนดีที่พระเจ้าส่งมาให้ผมในยามที่ผมทุกข์ร้อน และเป็นกังวลอย่างที่สุด … “ครับ” ผมตอบกลับไปด้วยความเชื่อมั่น หลังจากนั้นลุงตำรวจบอกให้ผมขึ้นซ้อนท้ายรถจักรยานยนตร์ และขับมาส่งถึงบ้านได้อย่างปลอดภัย และเมื่อผมย้อนคิดถึงช่วงเวลานั้น ทำให้ผมต้องบอกว่า "ขอบคุณพระเจ้าครับ" พระองค์ทรงรัก และห่วงใยผมตลอดเวลาจนถึงทุกวันนี้ ความรักของพระองค์ไม่คืนเปลี่ยนแปลง ไม่เคยเหือดหาย และไม่เคยช้าเลยครับ

เรื่องนี้ขอเตือนไว้เลยนะครับ สำหรับคุณทั้งหลายที่มีลูก สอนเขาให้จดจำที่อยู่ของตนเอง เบอร์โทรศัพท์ให้ได้ เพราะอะไรหรือครับ คุณจะได้ไม่เสียลูกคุณไปไงครับ คุณอาจจะคิดว่ามันเป็นเรื่องง่าย ๆ ไม่ต้องบอก เด็กน่าจะจำได้เอง แต่ไม่หรอกครับ เพราะเด็กก็คือเด็ก ไม่คิดอะไรในสิ่งที่คิดว่าไม่น่าเกิดขึ้นได้เองหรอกครับ ถึงเรียนที่โรงเรียนก็ยังจำไม่ได้เลยครับ ไม่เชื่อคุณลองถามเขาดูสิครับ ให้เขาบอกให้คุณฟังก็คงจะดี กันไว้ดีกว่าแก้นะครับ

 

เรื่องที่สาม อายุ 11 ขวบ

          เรื่องนี้เกิดขึ้นในค่ำคืนวันหนึ่ง ซึ่งในขณะนั้นพี่ชายผมป่วยเป็นหวัด คุณแม่จึงให้ผมไปนอนที่บ้านน้องชายคุณแม่ ดังนั้นตัวเอกของเรื่องในวันนั้นจึงเป็นพี่ชายของผมนั่นเอง บ้านของเรามีกฎอยู่ว่า เมื่อลูกกลับมาถึงบ้าน ให้อาบน้ำ ทำการบ้าน รับประทานอาหารเย็น ซ้อมเปียโน และออแกน จนหมดบทที่เรียน ขึ้นชั้นบนดูข่าว และต่อด้วยการ์ตูนหลังข่าว และให้นอน ยกเว้นวันศุกร์ ที่สามารถนอนดึกได้ เพราะวันเสาร์ไม่ต้องไปเรียนหนังสือ แต่วันอาทิตย์ต้องไปโบสถ์ จึงนอนดึกไม่ได้ คืนวันศุกร์นั้น ในขณะที่พี่ชายผมนั่งดูโทรทัศน์เพียงลำพัง จนหมดรายการของสถานี พี่ชายได้หันหน้าไปที่หน้าตา เขาเห็นผี ตกใจมาก “หม่า ม้า ช่วยด้วย ผี ผี” คุณแม่ผมซึ่งนอนถัดไปอีกห้องหนึ่งได้ยินเสียงพี่ชายเอะอะดังขึ้น จึงวิ่งออกมาดู พบว่าพี่ชายกำลังชี้นิ้วไปที่หน้าตา พรางร้องว่า “ผี ผี” แต่ทว่าคุณแม่ของผมกลับมองไม่เห็นอะไรเลยที่หน้าต่าง “หม่า ม้า ไม่เห็นมีอะไรเลย” แต่พี่ผมยังคงยืนยันหนักแน่นว่า “ผี ผี” คุณแม่ผม ได้ใช้นิ้วชี้ขวา ชี้ไปที่หน้าต่าง แกว่งมือเป็นรูปไม้กางเขน “ในนามพระเยซูคริสต์เจ้า เอ็งจงถอยไป” อัศจรรย์ครับ แล้วมันก็หายไป พี่ผมก็ไม่เห็นมันอีกเลย

 

               เรื่องที่สี่ อายุ 12 ขวบ

เมื่อผมเรียนอยู่ชั้น .6 ผมเป็นเด็กผู้ชายที่ชอบเล่นต่อสู้ “กังฟู” เป็นชีวิตจิตใจ ทุกวันหลังจากรับประทานอาหารกลางวันเสร็จ ผมและเพื่อนประมาณ 6-7 คน จะรวมกลุ่มกันเล่นต่อสู้กันอย่างสนุกสนาน แต่บางครั้งเล่นกระต่ายบ้าง เล่นบอลลูนบ้าง เล่นไล่จับบ้าง

               มีอยู่วันหนึ่งวันนั้นวันอาทิตย์ ผมได้ติดตามคุณพ่อและคุณแม่ไปร่วมนมัสการพระเจ้าที่คริสตจักรร่มเกล้าห้วยขวาง หลังนมัสการเสร็จ ได้รับประทานขนมจีนน้ำยา และตามด้วยไอศกรีมกะทิสดเย็น ๆ วันนั้นหลังจากกลับถึงบ้าน ผมได้ปวดท้องอย่างแรง คุณพ่อ และคุณแม่ได้ส่งผมเข้าโรงพยาบาลจุฬาฯ แผนกฉุกเฉิน พบกับแพทย์จบใหม่ เขาได้ตรวจผมด้วยหูฟัง สักครู่หนึ่งเขาสรุปจากความรู้แขนงไหนไม่ทราบ “ไม่เป็นไร ปวดท้องธรรมดา เดี๋ยวหมอจะให้ยาแก้ปวดท้องไปทาน ถ้ายังปวดอีกให้มาพบหมอในวันปกติ เพราะวันนี้เป็นวันอาทิตย์ ไม่มีหมอเฉพาะทางอยู่เลย” ผมก็งงงง ทุกวันนี้ก็ยังหาคำตอบไม่ได้ว่า โรงพยาบาลชั้นนำของรัฐ มีนโยบายดูแล รักษาคนไข้กันแบบนี้หรือครับ

               นั่นแหละครับ คุณพ่อ คุณแม่ของผมไม่ใช่หมอ ท่านเป็นผู้รับใช้ทั้งคู่ คุณพ่อผมเป็นบรรพชิต สังกัดสภาคริสตจักรแห่งประเทศไทย ส่วนคุณแม่ในขณะนั้นเป็นผู้ล่ามแปลภาษาไทยเป็นจีนแต้จิ๋ว คริสตจักรเทียนสั่ง อยู่บนถนนมหานครในปัจจุบัน ดังนั้นพวกเราจึงไม่มีใครสักคนที่จะมีความรู้เพียงพอว่า ถ้าปวดท้องใต้สะดือเยื้องมาทางขวา เป็นไส้ติ่งอักเสบ

               คืนวันนั้น หลังจากผมรับประทานยาตามที่หมอหนุ่มผู้นั้นสั่งมาให้ ก็ยิ่งเพิ่มความทุรนทุรายมากขึ้น คุณแม่เห็นว่ายาที่หมอให้มารับประทาน ทำไมลูกยังปวดท้องอยู่อีก ด้วยความรัก ความห่วงใยจริง ของท่าน ท่านได้ให้ผมทานยาหอม ทายาหม่อง เพื่อลดอาการเจ็บปวดของผม แต่ตรงกันข้าม ผมเริ่มหายใจไม่ออก นอนดิ้นด้วยความทุรนทุราย เพราะอะไรหรือครับ ผมมารู้ตอนผมเรียนอยู่ชั้น .ปลาย แผนกวิทย์-คณิต จึงทราบว่า หากปวดท้องบริเวณดังกล่าวข้างต้น ให้สันนิษฐานก่อนเลยว่า เป็น “ไส้ติ่งอักเสบ” แน่นอน ความรู้ทางการแพทย์ ห้ามให้ยาแก้ปวดท้องไม่ว่าจะทั้งภายในและภายนอกเด็กขาด เพราะยาแก้ปวดท้องทุกชนิด จะไปกระตุ้นให้ไส้ติ่งที่อักเสบอยู่ บวม และแตกในที่สุด แตกแล้วเป็นยังไงครับ ถ้ารักษาไม่ทันภายใน 24-48 ชั่วโมง “ตายครับ”

               วันรุ่งขึ้น วันจันทร์ คุณพ่อ และคุณแม่รีบพาผมนำส่งโรงพยาบาล อย่างเร่งด่วน ผมต้องอายมากเพราะเดินไม่ไหว หายใจไม่ออก ต้องขี่หลังคุณพ่อ เข้าโรงพยาบาลไป วันนี้ประหลาดใจสุด ครับ ตามธรรมดาคนไข้ที่จะเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลชั้นนำแห่งนี้ ต้องเข้าแถวรอรับบัตรคิวยาวเหยียด แต่วันนั้น “ขอบคุณพระเจ้าครับ” เมื่อไปถึง มีอาจารย์หมอผู้หนึ่งเห็นท่าทางผมไม่ค่อยดี จึงอนุญาตให้ลัดคิว เข้าห้องตรวจ และเตรียมเข้าห้องผ่าตัดเลยครับ เนื่องจากเวลานั้นไส้ติ่งที่อับเสบของผม มันแตกตั้งแต่เมื่อคืน ดังนั้น น้ำหนองจึงได้ไหลออกไปสัมผัสกับลำไส้ และอวัยวะส่วนต่าง ภายในท้อง ทำให้มันปวดไปหมดทั้งท้อง หมอใช้นิ้วมือกดลงไป แล้วถามว่าเจ็บไหม เผื่อจะได้วิเคราะห์ได้ว่าเป็นโรคอะไรก่อนผ่าตัด แต่เนื่องจากมันลามไปทั่วท้องดังนั้น เมื่อกดที่ไหน มันก็ปวดทุกที่แหละครับ คุณหมอท่านนั้นใช้คำถามที่สุภาพว่า “เธอจะเลือกอย่างไหน ระหว่างผ่าตัดกระเพาะ กับผ่าตัดไส้ติ่ง”  ผมได้ถามคุณหมอว่า แล้วมันแตกต่างกันอย่างไรครับ คุณหมอตอบว่า “ถ้าผ่าตัดกะเพาะ จะต้องผ่าตรงกลางท้องจากด้านซ้ายมาด้านขวา แต่ถ้าผ่าตัดไส้ติ่ง จะผ่าตรงลงมาบริเวณด้านขวาของท้องใต้สะดือ” แน่นอนครับ ถ้าเป็นคุณคุณจะเลือกแบบไหนครับ ก็ต้องเลือกที่ผ่าตัดแล้วใช้พื้นที่น้อยที่สุดจริงไหมครับ สักครู่หนึ่ง ผมก็เข้าห้องผ่าตัด และออกมาอีกทีตอนบ่ายโมง ในสภาพที่มีสายระโยงระยางเต็มตัว เริ่มด้วยสายน้ำเกลือ สองสายดูดน้ำหนองออกจากท้อง ที่ผ่านเข้าทางจมูก ผ่านคอ ลงไปที่ท้อง และสามสายต่อท่อปัสสาวะ  อยู่รักษาจนครบ 1 เดือนเต็ม ได้แผลที่เป็นที่จดจำมาตลอดชีวิต ว่า หลังรับประทานอาหารเสร็จใหม่ อย่าวิ่งเล่น

               คุณหมอบอกคุณพ่อ คุณแม่ว่า ถ้าลูกคุณมาช้ากว่านี้ 1 วัน คุณจะเสียลูกของคุณไป

               อัศจรรย์ครับ ขอบคุณพระเจ้าครับ

 

               เรื่องที่ห้า อายุ 13 ขวบ

          คุณเคยได้ยินไหมครับ การดำเนินชีวิตในพระเจ้า จะมีแต่ปัญหาเข้ามาในชีวิตของคุณมากขึ้น และมากขึ้น แต่แน่นอนครับ ทุกปัญหาเมื่อคุณฝากไว้กับพระเจ้า มันก็ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป     อาเมนไหมครับ หลังจากที่ผมเรียนจบชั้น .6 ทางด่วนได้มาตัดผ่านซอยที่เราอาศัยอยู่ ทำให้ธุรกิจร้านค้าปลีกที่เราดำเนินอยู่ ฝืดเคือง และปิดกิจการ ต่อมาได้ย้ายไปอยู่ที่แฟลตบางนา-ตราด กม.4 ซึ่งขณะนั้นผมเรียนอยู่ชั้น .1

    ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงที่ผมมีความสุขมาก เพราะได้มีโอกาสไปร่วมนมัสการพระเจ้าที่คริสตจักรเทียน  ช่วงเวลานั้นคุณแม่ และคุณพ่อมีความประสงค์จะให้เราสองคนเรียนพระคัมภีร์กับผู้รับใช้ในคริสตจักรเพื่อเข้ารับศีลบัพติสมา แต่ผมเป็นคนที่ไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือนครับ ผมมีคำถาม ถามตัวเองว่า “พระเจ้าที่เราได้ยินมาตั้งแต่เล็ก มีจริงหรือ ...ใช่ครับ ถึงแม้ว่าเหตุการณ์ต่าง ที่ผ่านมา อาจทำให้คุณตั้งคำถามว่า “เรื่องหลงทาง รอดตายจากไส้ติ่ง ยังไม่แน่ใจอีกหรือว่าพระเจ้ามีจริงไหม” ผมกล้าตอบในเวลานั้นเลยว่า ห้าสิบ ห้าสิบ เพราะผมเองไม่เคยพูดว่า “ขอบคุณพระเจ้า” ที่ออกมาจากใจ แม้สักครั้งเดียว-ในวัยเด็ก ...ยกเว้นขอบคุณพระเจ้าตอนรับประทานอาหาร ตอนไปโบสถ์ แต่ก็อีกนั่นแหละ ผมทำตามแบบอย่างของคุณพ่อ คุณแม่ ของครูรวีที่อบรม สั่งสอนมา แต่ไม่ได้ออกมาจากแก่นแท้ของหัวใจ

    ดังนั้น มีอยู่คืนหนึ่ง ผมได้อธิษฐานบอกกับพระเจ้าที่ผมเคยได้ล่ำเรียนมา ว่า “พระบิดาเจ้าข้า ถ้าพระองค์มีจริง ก่อนที่ข้าพระองค์จะถูกบังคับให้ไปเรียนพระคัมภีร์ เพื่อรับศีลบัพติสมา ขอพระองค์ทรงสำแดงให้ข้าพระองค์รู้ว่า พระองค์มีอยู่จริง ในพระนามพระเยซูคริสตเจ้า อาเมน”

  วันต่อมา ซึ่งช่วงนั้นเป็นช่วงปิดเทอม ผมได้เดินทางไปที่สะพานเหลืองซึ่งเป็นบ้านของน้องชายคุณแม่ เพื่อไปเล่นกับลูก ของเขา ตอนกลับบ้าน ผมนั่งรถเมล์สาย 46 เพราะสุดสายคือ รามฯ 2 ซึ่งแน่นอน บ้านที่สองของผมไกลออกไปกว่าเดิมมาก จึงทำให้ผมถือโอกาสหลับบนรถเมล์ ขณะที่นั่งหลับอยู่นั้น ผมได้ยินเสียงภายในหัวใจ ที่มาจากใจ ไม่ได้ได้ยินที่หู เสียงนั้นเป็นเสียงผู้ชาย ใจดีมาก และสุภาพ “หมู ตื่นได้แล้ว ถึงบ้านแล้ว” ผมสะดุ้งตื่น และกวาดสายตามองไปรอบ ที่นั่ง ไม่พบใครที่ผมรู้จักเลย และป้ายหน้าก็ถึงบ้านแล้ว ผมจึงรีบลุก กดกริ่ง และลงจากรถเมล์ วันต่อมา เสียงนั้นได้ปลุกผมก่อนล่วงหน้าสองป้ายรถเมล์ ทำให้ผมมีโอกาสมองคนที่นั่งอยู่ในรถได้นานขึ้นว่ามีใครที่ผมรู้จักไหม ก็ไม่พบใครที่รู้จัก และแต่ละคนได้นั่งห่างไกลกันออกไป เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นติดต่อกันสามวัน ทำให้ผมมั่นใจว่า “พระองค์มีอยู่จริง ในทุกหนทุกแห่ง และพระองค์พร้อมที่จะฟังเราเสมอ เมื่อเราต้องการ” ต่อมาผมได้ไปเรียนหลักข้อเชื่อสามเดือน และรับศีลบัพติสมาในเวลาต่อมา ขอบคุณพระเจ้าครับ

   

        เรื่องที่หก อายุ 14 ขวบ

            ตอนนั้น ผมเรียนอยู่ชั้น ม.2 โรงเรียนอรรถวิทย์ และบ้านของเราได้ย้ายจากบางจาก ไปอยู่ที่แฟลตการเคหะชุมชนบางนา ถนนบางนา-ตราด อยู่แฟลต 5 อาชีพหลักของครอบครัวเราในขณะนั้น คือ ขายปาท่องโก๋ และซาลาเปาทอด ในทุกเช้าผมและพี่จะต้องเดินขายปาท่องโก๋ และซาลาเปาทอด ตามแฟลตต่าง ๆ โดยมีรุ่นน้อง (เด็กแฟลต) และรุ่นพี่อีก 1 คน เป็นลูกมือให้กับร้านของเรา โดยจ่ายค่าจ้างให้ ขายได้ 10 ตัวได้รับค่าตอบแทน 1 บาท ในแต่ละวันเพียง 1-2 ชั่วโมง เด็ก ๆ เหล่านั้นจะได้ค่าจ้างประมาณ 100 กว่าบาทต่อวัน ซึ่งเป็นค่าจ้างที่งดงาม และสมเหตุสมผลอย่างมาก เราไม่ได้เป็นเพียงร้านเดียวในแฟลตที่จำหน่าย มีอีก 2 ร้านที่เป็นคู่แข่งของเรา แต่ด้วยความอร่อย ที่กรอบนุ่มของปาท่องโก๋ ของเรา จึงเอาชนะใจผู้ซื้อ และได้เป็นที่หนึ่งของการจำหน่ายปาท่องโก๋ จนเหลือเพียงร้านเราเพียงร้านเดียวที่สามารถขายได้อย่างต่อเนื่อง
           คุณพ่อผมท่านมีหัวทางด้านการบริหารงานบุคคล ท่านได้พาเด็กแฟลตที่ร่วมขายปาท่องโก๋ ให้กับเรา พร้อมลูก ๆ และภรรยา ไปว่ายน้ำ ตกปลาที่ด้านข้างของที่ดินของเราที่ ถ.บางนา-ตราด ก.ม. 10 พี่ชายและเด็กแฟลต รวมทั้งคุณพ่อ ลงไปว่ายน้ำกันอย่างสนุกสนาน ผมและคุณแม่นั่งอยู่บนบก เพื่อจัดเตรียมอาหารกลางวัน และอีกอย่างหนึ่งคือ เราทั้งสองคน ว่ายน้ำไม่เป็น จึงไม่ได้ลงไปว่ายเล่นกับเด็กคนอื่น สักครู่หนึ่งเมื่อเห็นว่าใกล้จะถึงเวลาเที่ยงแล้ว คุณแม่ผมเรียกเด็ก ๆ ทุกคนขึ้นบก เช็ดตัวให้แห้ง และมาร่วมรับประทานอาหารกลางวันกัน แต่พี่ผมยังคงว่ายเล่นอยู่เพียงลำพัง ยังไม่ยอมขึ้นจากบ่อน้ำ ที่เป็นเหมือนทะเลสาปนั้น
            คุณแม่ของผมเห็นพี่ชายของผม ทำมือเหมือนกับขอความช่วยเหลือ สักครู่หนึ่ง พี่ผมก็จมลงในน้ำต่อหน้าต่อตาผมและทุกคนที่อยู่ ณ ที่แห่งนั้น รุ่นพี่คนหนึ่งที่เป็นลูกทีมของเรา ได้กระโจนลงน้ำ พร้อมคุณพ่อของผม ลงไปช่วยเหลือพี่ชายผม เมื่อดำลงในน้ำครั้งที่ 1 ไม่พบร่างของพี่ชายผม ทั้งสองจึงดำลงไปน้ำอีกครั้งหนึ่ง ช่วงเวลาระทึกนั้น ผมและคุณแม่ของผม ได้อธิษฐานต่อพระเจ้า และในที่สุด คุณพ่อและพี่คนนั้น สามารถงมช่วยพี่ชายผมขึ้นมาได้ เมื่อขึ้นมาบนบก คุณพ่อได้ทำการผายปอด เพื่อปฐมพยาบาลเบื้องต้น สักครู่หนึ่ง พี่ผมก็สำลักน้ำ และมีสติขึ้นมา ผมและคุณแม่ "ขอบคุณพระเจ้า" และเราก็ถามว่าเป็นอะไร พี่ชายผมจึงเล่าว่า ขณะที่เขากำลังว่ายน้ำอยู่นั้น เหมือนกับมีมือของใครบางคน ดึงเท้าของพี่ผมลงไปในน้ำ เมื่อเรารับประทานอาหารกันเสร็จ เราจึงเดินทางกลับบ้าน

            ขอบคุณพระเจ้าสำหรับการอารักขาของพระองค์ครับ

 เรื่องที่ เจ็ด อายุ 18 ขวบ ม.6

        ขณะที่ผมเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 นั้น ผมเรียนอยู่โรงเรียนเจ้าพระยาวิทยาคม แผนการเรียนวิทย์-คณิต ห้อง ม.4/2 ซึ่งตอนนั้นจริง ๆ ผมอยากเรียนแผนกศิลป์-ภาษา มากกว่า เพราะผมชอบภาษามากกว่าคำนวณ แต่คุณแม่และคุณพ่อผม ซึ่งท่านย้ายไปทำงานที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ท่านต้องการให้พี่ผมเอ็นทรานเข้าแพทย์ ส่วนผมเข้าเภสัชกรรม ผมจึงจำยอมต้องเรียนแผนกวิชาที่ผมไม่ถนัดเท่าไร
        ผลการเรียนเทอมแรก วิชาสายวิทย์ทั้งหมด วิชาชีววิทยา ซึ่งเป็นวิชาท่องจำ ผมได้ เกรด 1 ดังนั้น ผมไม่ต้องการให้คุณแม่ต้องผิดหวัง เพราะเราสองพี่น้องต้องส่งเกรดไปให้คุณพ่อคุณแม่ที่อยู่ต่างประเทศทุกภาคเรียน ตอนสอบปลายภาคผมจึงทำการทุจริต นำโพยเข้าห้อง แรก ๆ ผมใช้แบบชิ้นเล็ก ๆ โดยจดบันทึกเข้าไป แล้วซ่อนอยู่ตามตัว แล้วค่อย ๆ หยิบออกมาดูทีละชิ้น หรือไม่จดจำว่าเรื่องใดซ่อนอยู่ที่ใดบ้าง และเมื่อเกรดปลายภาค ได้ เกรด 3 เมื่อขึ้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โอกาสลอกก็เริ่มยากขึ้น เพราะห้อง ม.5/2 ทุกคนเรียกได้ว่า อัจฉริยะในการลอกข้อสอบ เฉพาะห้องของเรา ถูกย้ายไปทำข้อสอบที่ห้องประชุม และนั่งห่าง ๆ กัน มีครู 4 คนคุมการสอบทั้ง 4 มุม แต่เชื่อเถอะครับ คราวนี้ เพื่อน ๆ บอกว่า ไม่สามารถส่งโพยได้แล้ว คงต้องตัวใครตัวมัน ห้องผมนี้เรียกได้ว่า ไม่มีใครไม่ลอก รู้ทั้งรู้ว่าไม่ดี แต่ก็ยังทำ ตอนผมเรียนอยู่ ประถม ถึง ม.ต้น ผมไม่เคยลอกข้อสอบ และไม่เคยทุจริตการสอบเลยแม้แต่ครั้งเดียว แต่เวลานี้ ผมเริ่มเรียนรู้จักเทคนิควิธีการนำโพยข้อสอบเข้าห้องสอบรให้เรียกว่าเป็นเซียนในการลอกข้อสอบ หนึ่งปีที่ผ่านไป เริ่มก่อเกิดความเชื่อมั่นในการลอกมากขึ้น ผมคิดอยู่ในใจว่า ทุจริต ไม่ว่า ชิ้นเล็ก หรือชิ้นใหญ่ ถ้าถูกจับได้ ผลคือ "ตก" เท่ากัน  อีกเพราะผมเป็นเด็กเรียบร้อยที่สุดในห้อง ผมจึงอาศัยความเรียบร้อยของผมเป็นเครื่องมือในการทุจริต และวางแผนการโกงข้อสอบอย่างแยบยลที่หาใครจับยาก โดยผมสังเกตว่าข้อสอบที่พิมพ์นั้น ใช้กระดาษสีน้ำตาลขนาดยาว และตัวพิมพ์เป็นแบบโรเนียว ดังนั้น ผมจึงไปหาซื้อกระดาษชนิดเดียวกันกับที่ใช้ออกข้อสอบ แล้วพิมพ์ข้อความที่ต้องการลอกใส่เข้าผ่านกระดาษสำเนา เพื่อให้เหมือนกับข้อสอบที่ผ่านการโรเนียว เมื่อถึงเวลาสอบ ผมนำเข้าห้องสอบโดยนำเก็บไว้ในเสื้อ และเมื่อครูแจกกระดาษข้อสอบเดินคล้อยหลังไป ผมรีบหยิบกระดาษที่อยู่ในตัวอย่างระมัดระวัง เงียบ และเร็ว ออกมาวางซ้อนในกระดาษข้อสอบซึ่งมีขนาดกระดาษ และตัวอักษรการพิมพ์เหมือนกัน วิธีนี้แหละครับ ที่เรียกได้ว่า สุดยอด และลอกได้อย่างมากโข
        อีกหนึ่งปีที่ผ่านพ้นไป ผมยังคงภูมิใจกับความบาปที่ทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยที่ไม่มีครูคนใดจับได้ แต่พระเจ้าทรงมองดูผมอยู่ ถึงเวลาแล้วที่พระองค์จะสอนให้ผมรู้จักกับคำว่าความสัตย์ซื่อ เมื่อผมเรียนอยู่ชั้น ม.6 ซึ่งเป็นภาคเรียนสุดท้าย ตอนสอบปลายภาค คราวนั้น ผมทุจริตในวิชาบัญชี ผมไม่มีเวลาเตรียมการ อีกอย่างไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะบัญชี เป็นตารางบัญชี เครื่องพิมพ์ดีด ก็ไม่สามารถตีเส้นได้ ผมจึงใช้กระดาษสีขาวที่มีเส้นตาราง และขีดตารางบัญชี พร้อมสูตรการคำนวณลงในกระดาษแผ่นนี้ เช่นเคยกับที่เคยทำ ผมจะนำกระดาษที่เตรียมมา สอดใส่ข้อสอบ อย่างระมัดระวัง เงียบ เร็ว และไม่มีพิรุธใจการแอบดู จะแสดงละครตบตากรรมการคุมสอบได้อย่างแยบยล อาจารย์คุมสอบท่านนั้นเห็นว่า วิชานี้ยาก จึงแกล้งหลับซบลงบนโต๊ะ ผมจึงลอกข้อคำตอบจากโพยที่เตรียมมา และผมกำลังจะเปิดกระดาษพลิกไปอีกหน้าหนึ่ง ทันใดนั้นเอง เป็นเวลาเดียวกันกับที่ครูผู้คุมสอบเงยหน้าขึ้นมาพอดี กระดาษสีขาวแผ่นนั้น ได้ลอยลิ่ว ออกมา และตกลงพื้นอย่างช้า ๆ ผมตกใจมาก และรีบหยิบกระดาษแผ่นนั้น ขยำ และเก็บใส่ใต้โต๊ะ หลังจากส่งกระดาษคำตอบ ครูผู้คุมสอบได้กาหัวข้อสอบ ให้ผม ตก เนื่องจากทุจริตในห้องสอบ
        ในเวลานั้น ผมทั้งอาย ทั้งกลัว เพราะไม่เคยถูกจับได้ และที่สำคัญ คุณครูทุกคนใน ม.ปลาย รู้ดีว่า ผมเป็น "คริสเตียน" เป็นเด็กที่เรียบร้อยที่สุดในห้องทับสอง แต่ผมก็ขอบคุณพระเจ้าในเวลาต่อมา เพราะหากผมไม่ได้ถูกจับได้ในวันนั้น ผมคงไม่สามารถเรียนอย่างประสบความสำเร็จได้เป็นแน่ หลังจากเหตุการณ์วันนั้น ทำให้ผมไม่กล้าที่จะทุจริตการสอบอีก เพราะผมกลัวว่าพระเจ้าที่ผมรัก จะต้องขายหน้าไปกับผมด้วย ผมไปเรียนเสริม และสอบซ่อม และได้จดจำเคล็ดลับสูตรในการวิเคราะห์บัญชี และเมื่อผมเข้าเรียนในระดับอนุปริญญาตรี ผมอธิษฐานขอสติปัญญาจากพระเจ้า ด้วยความสำนึก และความถ่อมใจของผม ผมได้เกรดเฉลี่ย 3.01 และเป็นที่หนึ่งของห้องในขณะนั้น และได้ 3.10 ในระดับปริญญาตรี และ 3.67 ในระดับปริญญาโท ตามลำดับ

    เรื่องที่ แปด อายุ 18 ขวบ ม.6

        ตั้งแต่เล็กจนโต ผมเป็นเด็กที่อ่อนแอ ไม่สู้คน เป็นเด็กขี้แง ขี้กลัว ไม่มีลักษณะของความเป็นผู้นำ ตอนที่ผมเรียนอยู่ชั้น ม.ปลาย ผมอยู่กับคุณอาทั้ง 5 ท่าน ท่านเหล่านั้นบอกผมว่า อย่าไปยุ่งกับกิจกรรม หมู ลื้อเรียนไม่เก่งอยู่แล้ว ห้ามเข้ากลุ่มกิจกรรมเด็ดขาด แต่ต่อมาเมื่อผมอยู่ชั้น ม.6 ปีนั้นเป็นปีแห่งความสุขสุด ๆ ของผมจริง ๆ ผมได้อธิษฐานกับพระเจ้า ขอทรงประทานความกล้าหาญ การเป็นผู้มีทักษะการเป็นผู้นำ แก่ผม และในปีนั้น ผมได้รับการเลือกจากเพื่อน ๆ ในห้อง โดยเฉพาะนักเรียนชาย เทคะแนนให้ผมเกินคะแนนผู้แข่งขันที่เป็นหญิง และผมได้เป็นหัวหน้าห้องตามที่ผมได้อธิษฐานไว้กับพระเจ้า และผมได้เข้าร่วมฝึกอบรมนักเรียนผู้นำ เวลานั้น ผมเริ่มประกาศ เป็นพยานเรื่องของพระเจ้า ผมจัดตั้งชมรมพระคัมภีร์ขึ้นในโรงเรียน มีการรวมกลุ่มทั้งคริสเตียน คาทอริก และเพื่อนชาวพุทธที่สนใจ ในปีนั้นนอกจากผมได้เป็นหัวหน้าห้องตามความปรารถนาแล้ว ผมยังได้รับการแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการนักเรียนหัวหน้าฝ่ายพัฒนาความประพฤติ คณะกรรมการนักเรียนผู้ช่วยหัวหน้าฝ่ายกิจกรรม ประธานชมรมนักอ่าน นักเขียน และได้รู้จักคนมากมาย พระเจ้าทรงเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผมอย่างเห็นได้ชัด และทรงใช้ผมให้ไปประกาศเรื่องของพระองค์แก่เพื่อน แก่รุ่นน้องของผม ผมใช้กีฬาเทเบิ้ลเทนนิส เป็นสื่อในการประกาศเรื่องของพระเจ้า ให้แก่รุ่นน้องที่อยู่ ม.1 และชวนพวกเขาไปโบสถ์ เหตุการณ์ในช่วงเวลานั้น ผมได้ประกาศเป็นพยาน เด็ก ม.1 คนหนึ่ง ชื่อ ภานุพงศ์ หรือน้องบอยที่เป็นนักเปียร์โน และครูสอนเปียร์โนในปัจจุบัน เขาได้ต้อนรับพระเยซูคริสต์ รับเชื่อ และรับศีลบัพติสมา ในเวลาต่อมา ขอบคุณพระเจ้ามากครับ
        มีเพื่อนผมเคยถามผมว่า การเล่าเรื่องพระเจ้าเนี่ย มีผลได้ หรือรายได้อะไรจากคริสตจักรหรือเปล่า ทำไมผมจึงประกาศเรื่องของพระองค์ได้ทุกวัน เพราะเวลานั้นผมกำลังประกาศเรื่องของพระเจ้าให้เพื่อนหญิงคนหนึ่ง ซึ่งเป็นแฟนกับเพื่อนของผมคนนี้ที่ไม่ได้เป็นคริสเตียน ผมบอกกับเขาว่า ไม่มีรายได้อะไรหรอก แต่ผมอยากจะให้เพื่อนของผมที่ผมรู้จักได้รับความรอด ได้รับสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตเท่าที่ผมได้ประสบมา

       แน่นอนที่สุด มนุษย์ทุกคนเป็นคนบาป ซึ่งมีทั้งด้านมืด และด้านสว่าง แต่ขึ้นอยู่กับว่า เราชอบที่จะเป็นด้านมืด หรือด้านสว่างมากกว่ากัน ซึ่งแน่นอนที่สุด พระเจ้าทรงพอพระทัยกับมนุษย์ที่พยายามรังสรรค์ตนเองในด้านสว่าง เพราะพระองค์ทรงเป็นความสว่างของโลกนั่นเอง

        เรื่องที่เก้า อายุ 20 อนุปริญญาตรี ปี 1

        ในช่วงระยะเวลาที่เรียน ม.ปลาย นั้น ผมมีโอกาสที่จะเรียน ร.ด. ได้ แต่ผมไม่เรียน เพราะผมมัวแต่ตีปิงปองอยู่ อีกทั้งผมคิดว่า ผมจะไปเกณฑ์ทหาร จะได้เป็นคนที่มีความแข็งแรง และจะได้ไม่โดนคุณอา และคนอื่น ๆ ล้อว่าเป็นคนอ่อนแออีกต่อไป ก่อนอื่นผมขอแนะนำเรื่องเกี่ยวกับ ร.ด. ก่อนครับ ร.ด. เป็นอักษรย่อของคำว่า "รักษาดินแดน" เป็นหลักสูตรการเรียนวิชาทหาร เพื่อเป็นกำลังสำรองในกรณีเกิดสงครามขึ้น และคนที่จะเรียน ร.ด. ได้นั้น ต้องมีเกรดเฉลี่ย อย่างต่ำจากชั้น ม.3 อย่างน้อย 2.50 จึงจะสามารถเรียนได้ หรือผ่านการอบรมวิชาพิเศษอย่างน้อย 7 ดวง ซึ่งผมมีคุณสมบัติอันหลัง คือ ผ่านการอบรมวิชาพิเศษ ลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ 10 วิชาพิเศษ แต่ช่วงที่ผมเรียน ม.4 อยู่นั้น นักเรียนที่เรียน ร.ด. มีมากกว่า 90% ของนักเรียน ม.ปลายทั้งหมด โรงเรียนจะประกาศเป็นทางการว่า ช่วงเช้าที่เพื่อน ๆ ไปเรียน ร.ด. นักเรียนที่ไม่ได้เรียน ร.ด. สามารถมาเรียนได้ในเวลา 13.00 น. ซึ่งผมก็ชอบมาก ผมไม่เรียน ร.ด. ผมมาตีปิงปองในทุกวันอังคาร และผมไม่เคยรู้มาก่อนว่า คนที่ไม่เรียน ร.ด. ในชั้น ม.ปลาย หรือชั้น ปวช. ปี 1-3 จะไม่สามารถกลับมาเรียนได้อีก ถือว่าสละสิทธิ์ จะต้องเกณฑ์ทหาร จับใบดำใบแดงเท่านั้น
         หลังจากที่ผมจบชั้น ม.6 เพื่อนสนิทของผมซึ่งเป็นคริสเตียนอยู่คริสตจักรเทียนสั่ง ได้ชวนผมไปดูหนังสงครามฝรั่งเรื่องหนึ่ง ที่กำกับโดย สปีลเบิร์ก ฉากการสู้รบเหมือนจริงมาก ระเบิดลง ร่างแหลก แขนขาขาด เลือดพุ่งกระฉูด ต่าง ๆ เหล่านี้ ทำให้ผมเกิดกลัวอย่างจับใจ และคิดว่า อยากจะกลับไปเรียน ร.ด. อีกครั้งหนึ่ง
        ในเวลานั้น นอกจากเรื่องเกณฑ์ทหาร ที่ผมได้ผลัดมาสองครั้งแล้ว และเวลานี้ก็ใกล้จะมาถึงแล้วนั้น ยังมีอีกเรื่องที่หนักใจคือไม่รู้ว่าจะไปเรียนอะไรดี และจะเรียนที่ไหนดี ผมเลือกที่จะเรียนบริหารการตลาด ผมจึงอธิษฐานทูลขอพระเจ้า 3 ประการคือ 1. ผมขอที่เรียนบริหารการตลาดที่เสียค่าเทอมถูกที่สุด เพราะตอนนั้นผมอยู่กับอา และไม่รู้ว่าใช้เงินอา หรือเงินพ่อแม่อยู่ จึงรู้สึกเกรงใจคุณอามาก   2. ผมต้องการเรียนในสถาบันที่นั่งเรียนวิชาคอมพิวเตอร์เครื่องละ 1 คน เพราะผมคิดว่าผมจะเป็นนักธุรกิจทางด้านคอมพิวเตอร์อย่างแน่นอน และ 3. เรียน ร.ด. ได้ หลังจากนั้น ผมได้เปิดสมุดหน้าเหลือง สอบถามทุกสถาบันที่เปิดรับศึกษาต่อในระดับ ปวท. (ประกาศนียบัตรวิชาชีพเทคนิค) ซึ่งเป็นสายอาชีพสำหรับคนที่จบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายมา ในที่สุด พระเจ้าทรงประทานสถาบันการศึกษาแห่งนั้นให้กับผม ทรงตอบคำถามผมทีละข้อ เริ่มด้วย ผมได้เรียนแผนกวิชาบริหารการตลาด ในราคาที่ถูกที่สุด แต่โด่งดังมาก อยู่แถวบางกอกน้อย และได้นั่งเรียนวิชาคอมพิวเตอร์ เครื่องละ 1 คน ส่วนเรื่อง ร.ด.
         ขอบคุณพระเจ้า อาจารย์ที่นำนักเรียนไปสมัครและเรียน ร.ด. ท่านไม่กีดกั้นผม ท่านบอกว่า เป็นไปไม่ได้ เพราะเป็นกฎของทหาร แต่ท่านก็บอกว่า "ลองดู"
         วันนั้นเมื่อไปถึง ผมได้ผ่านการทดสอบสภาพร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นวิดพื้น Sit Up สะก๊อตจั๊ม วิ่งรอบสนาม ผ่านหมด และมาถึงด่านสุดท้ายคือการตรวจเอกสาร นายทหารท่านนั้นถามว่า "3 ปี ที่ผ่านมา ไปไหนมา" (เพราะอย่าลืมว่า ช่วง ม.4-ม.6 ผมไม่ได้เรียน ร.ด.) แต่ขอบคุณพระเจ้า ขณะนั้น ผมจำได้ว่า ถ้าพระเจ้าจะทรงช่วยผม ผมไม่จำเป็นต้องโกหก ผมจึงบอกเขาไปว่า "ไม่ได้เรียนครับ" และเขาถามผมอีกว่า ตอนนี้เรียนอยู่ชั้นไหน ผมตอบว่า "ปวท. ครับ" ขอบคุณพระเจ้าอีก เขาอาจจะฟังผิดว่าเป็น ปวช. กระมัง และเขาก็ Stamp
ผ่าน วันนั้น บอกตามตรงว่า อัศจรรย์มากครับ ผมได้เรียน ร.ด. และต่อปี 3 ที่ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และไม่ต้องไปเกณฑ์ทหาร พระเจ้าทรงตอบคำอธิษฐานของผมครบทั้ง 3 ข้อเลยครับ

        เรื่องที่ สิบ อายุ 22 ปี

                ขณะนั้น ผมได้ศึกษาจบชั้นอนุปริญญาตรี บริหารการตลาด เทคนิคพาณิชยการจรัลสนิทวงศ์ และผมได้อธิษฐานขอการทรงนำในการสมัครเข้าทำงานที่ต่าง ๆ ผมและเพื่อนได้สมัครเข้าทำงานบริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ (C.P.) เพื่อนสมัครในตำแหน่ง พนักงานการตลาด ผมสมัคร 2 ตำแหน่งคือ หัวหน้าเขตขาย และพนักงานฝ่ายจัดซื้อ จดหมายได้ส่งมายังบ้านของเรา นัดวันสัมภาษณ์รอบแรก วันนั้น ไปสัมภาษณ์ที่สุขุมวิท มีเจ้าหน้าที่สัมภาษณ์นั่ง 2 คน เพื่อนของผมเข้าสัมภาษณ์ก่อน เพียง 20 นาที เขาก็ออกมา และบอกว่า ยากมาก ผมเข้าสัมภาษณ์เป็นคนที่ 2 เวลานั้น มีผู้ร่วมสัมภาษณ์พร้อมกับเราอีกหลายคน ผมสัมภาษณ์ในตำแหน่งหัวหน้าเขตขาย วันนั้น ผมรู้ว่าพระองค์ทรงอยู่กับผม และผมตอบคำถามได้ทุกคำถามอย่างละเอียด และรวดเร็ว พร้อมทั้งแสดงความเชื่อมั่นอย่างชัดเจนด้วย เพราะตอนที่ผมสอบสัมภาษณ์อยู่นั้น แอร์เย็นมา ผมจึงนั่งสั่น ๆ เจ้าหน้าที่สัมภาษณ์คนหนึ่งบอกผมว่า ไม่ต้องเกร็งนะ ถ้าตอบไม่ได้ไม่เป็นไร ตอบไม่ได้ก็บอกว่าข้าม แต่ผมบอกเขาว่า "ผมไม่ได้เกร็งครับ ที่ผมสั่น เพราะแอร์ในห้องเย็นมากครับ" แน่นอนสิครับเจ้าหน้าที่ทั้ง 2 คนนั่งอยู่ใต้แอร์ ส่วนผมนั่งอยู่หน้าแอร์ และวันนั้นผมยังสวมเสื้อเชิ้ตลายสก๊อต และพับแขนเสื้อเสียด้วยครับ
                เขาไม่ได้เรียกสัมภาษณ์เพื่อนผมอีกเลย แต่เขาเรียกสัมภาษณ์ผมเป็นครั้งที่ 2 ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดซื้อ มีเจ้าหน้าที่สอบสัมภาษณ์ 3 คน  และครั้งที่ 3 กับผู้จัดการใหญ่ ในที่สุดจากการเรียกสัมภาษณ์เพียง 2 ครั้งในตำแหน่งหัวหน้าเขตขาย หัวหน้าฝ่ายบุคคลได้โทรศัพท์มาแจ้งผมว่า ผมติด 1 ใน 10 คนของผู้สัมภาษณ์ในแต่ละกลุ่ม หมายความว่า 1 กลุ่มมี 10 คน สัมภาษณ์และคัดออก เหลือเพียง 1 คน ถ้ายังต้องการจะทำงานใน C.P. อีกก็มาสมัครใหม่ มาสัมภาษณ์แข่งขันกันใหม่ ผมดีใจมากมากเลยครับ เขาบอกว่า ผมสามารถเริ่มทำงานได้ทันที ตอนนั้น ความเชื่อมั่นในตนเองที่มีพระเจ้าเป็นความอุปถัมภ์ของผมนั้นเต็มเปี่ยมเลยครับ คู่แข่งขันของผมล้วนแต่มีความสามารถทางการขาย และมีประสบการณ์การขายมาหลายบริษัท เพราะผมสอบถามเขาก่อนที่จะสอบสัมภาษณ์ แต่ผมอาศัยสติปัญญาที่พระเจ้าให้เพียว ๆ เลยครับ หลังจากวันนั้น ผมไปสมัครงานที่ใด ผมสัมภาษณ์ผ่านในทุกแห่งที่ผมไปสมัคร  เพราะ C.P. ถือได้ว่าหินที่สุดเท่าที่สัมภาษณ์มาทั้งหมดเลยครับ แต่ผมก็ไม่ได้ทำงานที่ C.P. เพราะพระเจ้าไม่อนุญาตให้ทำครับ ได้แต่ความประทับใจที่ตราตรึงไว้ในความรู้สึกนึกคิดของผมตลอดไป สุดท้ายผมได้ทำงานที่ บ.การปิโตรเลียม แห่งประเทศไทย (มหาชน) จำกัด ตำแหน่ง เจ้าหน้าที่คอมพิวเตอร์ และมาเปลี่ยนงานมาทำที่ บ.แม็คม่า เซอร์วิส ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ธุรการ-การเงิน สาเหตุที่ผมออกจาก ปตท. เพราะผมต้องไปเรียน รด. ชั้นปีที่ 3 ซึ่งต้องเรียนครบทั้ง 20 สัปดาห์ติดกัน และทาง ปตท. ต้องตัดเงินวันที่ผมไปเรียน ผมจึงลาออก และพระเจ้าได้ทรงให้ผมทำงานที่ บ.แม็คม่าเซอร์วิส จำกัด  และสามารถลาไปเรียนได้โดยไม่ตัดเงิน 
                ในช่วงระยะเวลาที่ผมเรียน ร.ด. ปี 1 - 2 นั้น ผมต้องเข้าค่ายที่เขาชนไก่ จ.กาญจนบุรี เป็นเวลา 3 วัน 2 คืน ตลอดเวลาที่ไปอยู่ค่ายนั้น บอกกับตัวเองตลอดเวลาว่า "อยากกลับบ้าน" เพราะการฝึกของทหารนั้นเรียกว่า โหดมากสำหรับผม ซึ่งแต่ไหนแต่ไรไม่เคยชอบวิชาลูกเสือมาก่อนเลย จนมาถึงชั้นปีที่ 3 ที่ต้องไปเข้าค่ายที่เขาชนไก่เป็นระยะเวลา 7 วัน 6 คืน ช่วงนั้นผมจำได้แม่นยำว่า ผมมีความรู้สึกพร้อมกว่าทุก ๆ ครั้ง และปรารถนาที่จะเข้าฝึกอย่างกล้าหาญ และอดทน แต่ผมมีโรคประจำตัวคือ กลัวความสูง และว่ายน้ำไม่เป็น ผมอธิษฐานบอกพระเจ้าว่า ผมพร้อมที่จะผจญทุกสิ่งโดยพระองค์ทรงอารักขาข้าพระองค์ และขอทรงเป็นกำลังใจให้ผมสามารถฝ่าฟันอุปสรรคต่าง ๆ ให้ผ่านพ้นไปได้ 
            วันที่ 1-3 กองพันของเราไปเป็นผลัดเกือบสุดท้าย และพักอยู่บริเวณค่ายที่พักที่เป็นเต๊นท์ วันที่ 4-6 เข้าฝึกยุทธวิธีการรบภาคสนามในหุบเขา และในป่า ไม่ว่าจะเป็นการวิ่ง การหมอบ การคลาน ทุกรูปแบบ ผมสามารถฝ่าอุปสรรคเหล่านั้นได้ด้วยตนเอง และด้วยความช่วยเหลือจากเพื่อนรุ่นน้องที่เรียนที่ มสธ. ทั้ง 11 คน โดยมีพระเจ้าเป็นกำลังใจที่จะฝ่าฟันให้ได้ วันที่ 5 ตอนกลางคืน เราได้ฝึกยุทธวิธีการรบในเวลากลางคืน เราได้พลางตัวด้วยผงถ่านสีดำ และวิ่งกันไปเป็นกองพัน เมื่อได้ยินเสียงระเบิดให้หมอบ และเป้าหมายคือยึดที่ตั้งของข้าศึก วันนั้น สนุกมากเลยครับ เพราะทั้งเดิน วิ่ง ล้ม หมอบ คลาน และสุดท้ายก่อนที่จะยึดบังเกอร์ข้าศึกที่ใช้แทนเป็นฐานของข้าศึก เสียงระเบิดดัง ตูม พวกเราก็หมอบ แล้วมีเสียงเอ็มสิบหกดังขึ้นเป็นชุด ดัง ฟิ้ว ๆ กระสุน เจาะดินที่เป็นบังเกอร์อยู่ด้านหน้าของพวกเรา ผมแอบแหงนหน้าขึ้นมองด้านบน เห็นลำแสงของปอกกระสุนที่กระเด็นออกจากตัวกระสุน ในขณะที่ปืนกลทำงาน สวยงามมากครับ วันต่อมา ได้เข้าผจญฐานปีนเชือก โดยแต่ละกองร้อย จะจับฉลากว่า จะได้ปีนเชือกคอมมานโด ลักษณะใด ลักษณะที่หนึ่ง คอมมานโดเชือก 1 เส้น คือใช้มือ และเท้าเกี่ยวเชือก และไต่ข้ามบึงเล็ก ๆ ไป ขอบคุณพระเจ้า ถ้ากองร้อยผมได้ด่านนี้ ผมคงไม่ผ่านแน่นอน ผมได้ เชือกคอมมานโด 2 เส้น คือมือจับเชือกสลิงด้านบน และเท้าเหยียบเชือกสลิงด้านล่าง แล้วค่อย กระดึ๊บขยับข้ามแม่น้ำ ตอนแรกก็ลงทีละคน ต่อมาครูฝึกเห็นว่า ช้ามาก จึงตะโกนมาให้ลงไปทั้งหมดเลย คราวนี้แหละครับ ที่เชือกได้โยกไปมา หน้าบ้าง หลังบ้าง และผมก็กลัวมาก ๆ ผมใจสั่น มือชา ตัวเย็น และถ้าผมมือหลุด ก็หมายถึง ผมก็คงจมน้ำ เพราะว่ายน้ำไม่เป็น และที่สำคัญ อายเพื่อนด้วยครับ ผมนึกถึงพระเจ้า และบอกกับพระองค์ให้ทรงอยู่กับผมด้วย และในที่สุดผมก็ขอบคุณพระเจ้าที่เดินถึงปลายทางจนสำเร็จ
            วันสุดท้าย ก่อนจะมีการประดับยศ สิบโท ต้องผ่านการกระโดดหอก่อน ผมก็ขึ้นไปด้วยครับ แต่ผมเป็นคนกลัวความสูง เมื่อขึ้นไปอยู่ด้านบน ครูฝึกบอกว่า เมื่อนับ 1-3 ให้กระโดด และโยกสลิง เพื่อชะลอความเร็วของสลิง ไม่ให้สไลด์ไปโดนกำแพง และเพื่อนที่ยืนกัน คอยจับเราไว้ จะได้จับตัวเราไว้ได้ทัน มิฉะนั้น อาจไถลไปโดนกำแพงและเจ็บตัวได้ เมื่อครูฝึกนับ 1-2-3 ผมก็ไม่กระโดดลง เขาจึงนับใหม่ 1-2-3 และเขาถีบผมลงมา ตอนที่ผมกระโดดลงมานั้น หน้าของผมได้ถอดสีเลยครับ หน้าขาว และมองเห็นทุกอย่างเป็นสีขาว แต่อีกสักครู่หนึ่ง ผมก็ได้สติ และโยกสลิงพร้อมบอกว่า "กองพัน 1 กองพัน 2 กองพัน 3" และสลิงก็ค่อย ๆ เบาลง และลงอย่างปลอดภัย

               ยังมีเรื่องอีกมากมายที่ผมปรารถนาจะเล่าให้ท่านผู้อ่านทุกท่าน ไว้โอกาสหน้า ผมจะพิมพ์มาเล่าสู่กันฟัง ต่อนะครับ ท้ายนี้ขอพระเกียรติจงมีแด่พระเจ้าสืบ ๆ ไปเป็นนิตย์ อาเมน

 

เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า "ถ้าผู้ใดฟังคำของเรา และวางใจในพระองค์ผู้ทรงใช้เรามา ผู้นั้นก็มีชีวิตนิรันดร์
และไม่ถูกพิพากษา แต่ได้ผ่านพ้นความตาย ไปสู่ชีวิตแล้ว"

(ยอห์น 5
: 24
)