Testimony  คำพยานหนุนใจ

home   

 1 เธสะโลนิกา 5:11
เหตุฉะนั้นจงหนุนใจกันและต่างคนต่างจงก่อกันขึ้นตามอย่างที่ท่านกำลังทำอยู่นั้น

Welcome

ขอบคุณพระเจ้าที่ทรงช่วยเหลือหลาย ๆ คน  ให้พบคำตอบแห่งชีวิต   ด้วยคำพยานที่หลาก
หลาย จะช่วยให้ทุกท่านได้สัมผัสกับความรักจากพระเจ้าได้อย่างชัดเจน และด้วยเหตุนี้จึง
ขอเชิญชวนท่านผู้มีประสบการณ์การทรงช่วยจากพระเจ้า ส่งบทความเรียงความพยานของ
ท่าน เพื่อเป็นสื่อในการหนุนน้ำใจพี่น้องคริสเตียน และผู้สนใจได้มาก    ขอพระเจ้าทรงอำ-นวยพรมายังท่านที่มีความมุ่งหมายดี   เพื่อเสริมสร้างจิตวิญญาณซึ่งกันและกันในองค์พระเยซูคริสต์
                                                                   ส่งบทความคำพยานชีวิตของท่านมายัง
:
                                                      chapel1852@hotmail.com

อ. สุวิมล เครือแก้ว

                เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ใจ และเป็นเรื่องจริงว่า ครูได้รับการรักษาอย่างอัศจรรย์จากองค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างไร ถ้านักเรียนจะใช้เวลาสองสามนาทีเพื่ออ่านว่า พระเจ้ากำลังทำอะไรอยู่ ครูเชื่อว่า ทุกสิ่งจะเป็นที่หนุนใจนักเรียน และผู้อ่านทุกคน

                ก่อนอื่น ขอแนะนำตนเอง ชื่อครูสุวิมล เครือแก้ว ทำงานอยู่ห้องเลขานุการ ชั้น 4 อาคารสิรินารถ โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย

                ครูป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง สรุปให้เข้าใจง่าย ๆ ซึ่งเป็นข้อมูลจากแพทย์คือ ผู้ป่วยมีอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อทั่วตัว รวมทั้งกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องกับการหายใจ อาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อเป็นแบบไม่คงที่ อาการอาจเปลี่ยนแปลงไปเป็นชั่วโมง หรือเป็นวัน อาการที่พบได้แก่ หนังตาตก เห็นภาพซ้อน กล้ามเนื้อลูกตาอ่อนแรง เหนื่อยล้า กลืนลำบาก หายใจติดขัด แขนขาอ่อนแรง ฯลฯ ต้องสังเกตอาการและการเปลี่ยนแปลงภายในร่างกาย ชั่วโมงต่อชั่วโมง วันต่อวัน

                รู้ว่าเป็นโรคนี้เมื่อปี พ.ศ. 2550 โดยคุณหมอที่โรงพยาบาลเลิศสินสังเกตเห็นว่าหนังตาด้านซ้ายตก จึงให้ยามารับประทาน นัดต่อเนื่องและให้ยาตลอดระยะเวลา 2 ปี จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 จึงย้ายมารักษาที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ คุณหมอได้ทำการวินิจฉัยโรค และตรวจร่างกายระบบต่าง ๆ ตรวจคลื่นไฟฟ้าของกล้ามเนื้อ เอ๊กซเรย์คอมพิวเตอร์ทรวงอก เก็บเป็นข้อมูลไว้ในแฟ้มประวัติคนไข้ จนกระทั่งต้นปี พ.ศ. 2553 สุขภาพของครูเริ่มเสื่อมลงช้า ๆ กล้ามเนื้อหนังตาตกลงมาก กล้ามเนื้อใบหน้าสั่น และกระตุก กล้ามเนื้อแขนขาซ้ายเริ่มอ่อนแรง หัวใจเต้นแรง ร่างกายมีอาการตัวสั่นทุกวัน และมีอาการรุนแรงขึ้น ไม่สามารถควบคุมการขับถ่ายอุจจาระ และปัสสาวะได้ ครูได้ไปพบแพทย์ตามนัดอีกครั้ง เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2553 ได้รับการตรวจร่างกายและพบว่า มีอาการอ่อนแรงมากขึ้น จึงถูกส่งตัวไปพบศัลยแพทย์ เพื่อนัดทำการผ่าตัดนำต่อมไธมัสออกไป (อธิบายง่าย ๆ ตามที่หมอให้ความรู้แก่คนไข้ คือ ต่อมไธมัส – Thymus เป็นต่อมไร้ท่อ คล้าย ๆ ต่อมทอนซิล จะอยู่ใต้หัวใจของเรา ต่อมนี้จะมีในร่างกายของเราทุกคน มีหน้าที่สร้างภูมิคุ้มกันเมื่อเราเป็นเด็กน้อย เมื่อเราโตขึ้นเข้าสู่วัยหนุ่มสาว ต่อไธมัส จะฝ่อไป ให้ระบบประสาทต่าง ๆ ของร่างกายทำงานตามปกติ แต่คนไข้โรคนี้ต่อมไธมัสยังไม่ยอมหยุดทำงาน

                วันที่ 24 พฤษภาคม 2553 เป็นวันเปิดภาคเรียนที่ 1 ในช่วงก่อนเที่ยง โรงพยาบาลจุฬาฯ โทรศัพท์มาตามตัวให้ไปโรงพยาบาลในวันรุ่งขึ้น เพื่อเตรียมตัวผ่าตัดต่อไธมัส

                วันที่ 25 พฤษภาคม 2553 ไปถึงโรงพยาบาลจุฬาฯ เวลาประมาณ 9.00 น. ส่งเอกสาร ลงทะเลียนคนไข้ใน และถูกส่งตัวไปพักรอที่ห้องผู้ป่วยอาคาร สก. ในตลอดทั้งวันคณะแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ ต่างทำหน้าที่ของตน เช่น นำไป x-ray ให้คำแนะนำ ให้ยา ให้น้ำเกลือทางเส้นเลือด รอการผ่าตัดในเช้าวันรุ่งขึ้น โดยคุณหมอได้อธิบายถึงวิธีการผ่าตัดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง โดยเปิดหน้าอก ตัดซี่โครงอก ผ่าหัวใจ และปอดออกมาพักการทำงาน (ใช้เครื่องเข้าไปทำงานแทนหัวใจของปอด) จากนั้นจึงตัดเอาต่อมไธมัสที่อยู่ใต้หัวใจออก เมื่อเสร็จเรียบร้อยจึงนำหัวใจ และปอดกลับที่เดิม เย็บแนวชั้นใน ผูกซี่โครงด้วยลวด และเย็บแผลผิวหนังชั้นนอก เป็นอันสิ้นสุดการผ่าตัด เมื่อหมออธิบายจบก็กลับออกไป คุณพยาบาลนำเอกสารใบยินยอม และรับทราบการผ่าตัดมาให้ลงชื่อ หลังผ่าตัดหากอาการไม่ดีจะส่งตัวไปห้องไอซียูต่อไป

                ฟังวิธีการที่หมออธิบายแล้วน่าตกใจ น่ากลัวมาก เราต้องหยุดหยายใจไปสองชั่วโมงเลยหรือ ปอดก็แฟบตามไปด้วย แต่ขอบคุณพระเจ้า ครูไม่มีความวิตกใด ๆ ด้วยความเชื่อและวางใจในพระองค์ ทุกสิ่งฝากไว้กับพระเจ้า พระองค์เป็นผู้จัดเตรียมสิ่งดีทุกอย่างแก่เรา “เพราะพระเยซูตรัสว่า สันติสุขของเราที่ให้แก่ท่านนั้น เราให้ท่านไม่เหมือนโลกให้ อย่าให้ใจของท่านวิตก และอย่ากลัวเลย” และในพระคริสตธรรมคัมภีร์กล่าวว่า “อย่าทุกร้อนในสิ่งใด ๆ เลย แต่จงทูลเรื่องความปรารถนาของท่านทุกอย่างต่อพระเจ้า ด้วยการอธิษฐาน การวิงวอน กับการขอบพระคุณ แล้วสันติสุขแห่งพระเจ้าซึ่งเกินความเข้าใจ จะคุ้มครองจิตใจ และความคิดของท่านไว้ในพระเยซูคริสต์” ขอบคุณพระเจ้า

                9.00 น. วันที่ 26 พ.ค. 2553 คุณพยาบาลพาไปห้องผ่าตัดเพื่อเตรียมการต่าง ๆ ให้เรียบร้อย รอการผ่าตัดในเวลา 10.00 น. ในห้องเตรียมการนี้มีคนไข้รอผ่าตัดทั้งหมด 4 คน (รวมทั้งครู) เจ้าหน้าที่มาเข็นเตียงคนไข้ทั้ง 3 คน ไปทีละคน เหลือครูนอนรอบนเตียงผ่าตัดเล็ก ๆ อยู่ในห้องเตรียมการเพียงคนเดียว ขอบคุณพระเจ้า เป็นช่วงเวลาที่ใกล้ชิดกับพระองค์และพร้อมฟังพระสุรเสียงของพระองค์ “เพราะว่าพระเจ้ามิได้ทรงประทานจิตที่ขลาดกลัวให้เรา แต่ได้ทรงประทานจิตที่กอปรด้วยฤทธิ์ ความรัก และการบังคับตนเองให้แก่เรา” จึงเชื่อและวางใจในพระเจ้าเสมอว่า พระเจ้าได้รักษา และสถิตอยู่ด้วยขณะที่ครูหมดสติอยู่  ขอบคุณพระเจ้าที่พระองค์สทรงจัดเตรียมหมอศัลยกรรมทรวงอกพร้อมคณะแพทย์ และพยาบาลที่ดีมาให้ลูกของพระองค์ และขอบคุณพระเจ้า.  14.00 น. ได้ถูกส่งตัวกลับมาพักฟื้นที่ห้องเดิม (ไม่ต้องไปอยู่ห้องไอซียู)

                กลับมาห้องพักด้วยอาการสลบไสล เจ็ดปวดที่บาดแผล เห็นสายระโยงระยางเต็มตัวไปหมด รวมทั้งครอบออกซิเจนไว้ที่จมูกด้วย ไม่รู้สึกตัวมากนัก นอกจากหลับ หมอและพยาบาลเดินไปมาอยู่ในห้องพักบ่อยครั้ง มาปลุกเรียกให้รู้สึกตัว ได้ยินเสียงแพทย์-พยาบาลพูดคุยกันตลอดเวลา และบอกครูว่า หลังผ่าตัด 1 วัน ให้ลุกนั่ง และหัดหายใจ เมื่อได้ยินคำสั่งได้แต่พยักหน้ารับรู้ เจ็บและเพลียจนไม่สามารถพูดกับหมอได้ แล้วก็หลับไป

                ในคืนนั้น (ไม่รู้เวลา) ทีมแพทย์-พยาบาล กลับเข้ามาที่ห้องอีก ได้ยินเสียงแพทย์พูดกันเบา ๆ แต่น้ำเสียงมีกังวลมาก ครูยังหลับอยู่ แต่ได้ยินเสียงหมอที่พูดวิเคราะห์กันอยู่เรื่องชีพจร เสียงหมอคนหนึ่งว่า “ก่อนเข้าผ่าตัดชีพจรสูงกว่านี้” อีกเสียงว่า “แล้วทำไมตอนนี้ชีพจรตกหว่า” อีกเสียงว่า “ชีพจรเหลือ 47 เอง และนิ่งอยู่ที่ 47 นานมากแล้ว” และได้ยินเสียงหมอพูดเรื่องนี้อีกระยะหนึ่ง แล้วออกไปนอกห้อง ความรู้สึกในเวลานั้น ห้องทั้งห้องเงียบมาก คำพูดของหมอยังก้องอยู่ว่า “ทำไมชีพจรตกและนิ่งอยู่นาน” ในเวลาเดียวกันครูก็ถามในใจว่า “พระเจ้าแล้วทำไมตกหละ” ทันใดนั้น พระเจ้าทำการอัศจรรย์ ได้ยินเสียงพระวิญญาณบริสุทธิ์ดังก้องในหูของครูว่า “หายใจสิ หายใจ หายใจ” ขอบคุณพระเจ้า พระองค์ทรงฟัง และตอบเสียงร้อยจากลูกของพระองค์ จากที่นอนสลบไสลอยู่ ครูรีบลืมตามองหาว่ามีใครมาพูดหรือ ในห้องยังคงมืดเหมือนเดิม ขอบคุณพระเจ้า ขอบคุณพระเจ้าอย่างที่สุด พระองค์ผู้ทรงพระชนม์อยู่ และทำการอัศจรรย์ ขอบคุณพระเจ้า

                ไม่นานนัก  มีพยาบาลคนหนึ่งมาที่ห้อง จึงขอความช่วยเหลือเพื่อที่จะนั่ง เชื่อว่าไม่ใช่เหตุบังเอิญ แต่พระเจ้าทรงจัดเตรียมสิ่งดีทุกอย่าง พระองค์ส่งคุณพยาบาลมาในเวลานั้น 1 คน ทั้งที่ไม่ได้กดออดเรียกเพื่ออความช่วยเหลือ ครูตัดสินใจรับการชูใจ และการรักษาจากองค์พระผู้เป็นเจ้า วางใจในพระองค์ พึ่งพิงในพระองค์ ครูเริ่มต้นหายใจ หายใจ แล้วก็หายใจลึก ๆ และรู้แน่นอนว่า ไม่ใช่ด้วยความสามารถของตัวเอง เพราะผ่าตัดมาไม่นาน อาการเจ็บยังมีมาก แล้วก็เพลียมากด้วย แต่ทั้งหมดเป็นพระกรุณาคุณของพระเจ้าโดยแท้ เพราะพระองค์ตรัสว่า “ในเวลาอันชอบเราได้ฟังเจ้า ในวันแห่งความรอดเราได้ช่วยเจ้า” ขอบคุณพระเจ้า

                อาการของครูดีขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะเลือกที่จะวางใจพระเจ้า ทำตามพระวจนะของพระองค์ด้วยความเชื่อในความสัตย์ซื่อของพระเจ้า และเชื่อว่าพระคำของพระเจ้าเป็นจริง และครูลุกขึ้นได้อีกครั้งด้วยความช่วยเหลือจากพระเจ้า ขอบคุณพระเจ้า สรรเสริญพระเจ้า

                นักเรียนที่รัก ครูอยากจะบอกกับคุณทุกคนว่า “พระเจ้ารักคุณ” พระองค์ไม่ทอดทิ้งคุณ แต่จะทรงสำแดงฤทธานุภาพของพระองค์ในชีวิตคุณ ขอเพียงคุณเชื่อและวางใจในพระเจ้า มอบหัวใจของคุณแด่พระองค์ เปิดโอกาสให้พระเจ้า พระองค์จะสำแดงให้คุณเห็นว่า ทำอย่างไรที่ความคิด ความตั้งใจ และการกระทำ และคำพูดของคุณจะสอดคล้องกับพระวจนะของพระเจ้า และพระเยซูคริสต์ตรัสว่า “เวลากำหนดมาถึงแล้ว และแผ่นดินของพระเจ้าก็มาใกล้แล้ว จงกลับใจเสียใหม่ และเชื่อข่าวประเสริฐเถิด” มาระโก 1:15

                “เพราะความรักมั่นคงของพระองค์ ที่มีต่อเรานั้นใหญ่หลวง และความสัตย์สุจริตของพระเจ้าดำรงเป็นนิตย์ จงสรรเสริญพระเจ้าเถิด” สดุดี 117:2

                พระเจ้าเป็นความรัก ชีวิตของครูเป็นประจักษ์พยานถึงสิ่งนี้ ขอบคุณพระเจ้า และถวายพระสิริทั้งหมดแด่พระองค์

 

"จงให้ความสว่างของท่านกระจ่างแจ้งต่อหน้าคนทั้งหลาย เพื่อเขาจะเห็นการดีของท่าน
และสรรเสริญพระบิดาของท่านผู้สถิตในสวรรค์" 
(มัทธิว
5
:16)